The Boat That Rocked – เสียงเพลงแห่งเสรีภาพ…..

ตอนเด็กๆ เชื่อว่าเด็กรุ่นเดียวกันกับผมที่ชอบฟังเพลงร๊อคคงมีดีเจบางคนที่เป็นเหมือนพระเจ้า

พุดถึงตำนานดีเจบ้านเรา คนแรกที่ผมนึกถึงเลยคือ พ่อมดเฮฟวี่ คุณวิฑูร วทัญญู ล่ะครับ ผมเองถึงไม่ทันยุคเฮียแกเต็มตัว แต่ก็ยังเคยฟังยุคหลังๆ มีวงร๊อคระดับตำนานมากมายที่คุณวิฑูรแกตั้งสมญาภาษาไทยให้ จนทุกวันนี้ยังมีคนใช้กันอยู่

เช่น ดีพ เพอร์เพิล – ผู้ว่องไวดุจสายฟ้าแลบ / สกอร์เปียนส์ – แมงป่องผยองเดช / ควีน – ราชา ในนามราชินี / ยูรายห์ ฮีพ – ผู้ฮึกเหิม / เรนโบว์ – สายรุ้งสกาวสดใส / แคนซัส – ผู้คึกคะนอง / เลด เซปเปลิน – เรือเหาะว่องเวหา / ยูเอฟโอ – จานผีสะท้านโลกา / คิส – จุมพิตอสูรกาย และ แบล๊ก ซับบาธ คือ ผู้หนักแน่นดุจผูผาถล่มทลาย
ผมเพิ่งดูแผ่นหนังเรื่อง  The Boat That Rocked จบ ชอบมากๆเลยครับ

ย้อนไปในยุค 1960 ต้นๆ จะด้วยเหตุผลอะไรก้ไม่ได้แจ้งชัดเจนในหนัง แต่ที่ประเทศอังกฤษยุคนั้น คลื่นวิทยุถูกกฎหมายคือ BBC อนุญาติให้เปิดเพลงออกอากาศได้แค่สัปดาห์ล่ะ 2 ชม.เท่านั้น ส่วนคลื่นอื่นๆห้ามออกอากาศอย่างสิ้นเชิง

ซึ่งเป็นที่มาของชื่อว่า วิทยุโจรสลัด – pirate radio station – เพราะบรรดาคลื่นต่างๆที่ต้องการเปิดเพลงร๊อค ก็พากันใช้วิธีไปล่องเรือกลางทะเลและส่งสัญญาณมายังผู้ฟังที่ถูกปิดกั้นจากรัฐบาล

เนื้อหาของภาพยนตร์ง่ายๆ เซตฉากบนเรือที่เป็นคลื่นชื่อร๊อคสเตชั่น โดยมีเด็กวัยรุ่นคนหนึ่งคือ Carl (Tom Sturridge) ที่เพิ่งถูกให้ออกโรงเรียนเพราะไปปุ้นกัญชา แม่ของเขา Charlotte (Emma Thompson – ที่ผมแทบจำไม่ได้) จึงส่งมาให้อยู่บนเรือกับ Quentin (Bill Nighy) พ่ออุปถัมถ์ (Godfather) ของเขา ซึ่งเป็นเจ้าของคลื่นร๊อคที่โด่งดังที่สุดในยุคนั้น

และในเรือลำนั่นทำให้ไอ้หนุ่มได้ประสบการณ์อย่างมากมาย ชนิดที่หาที่ไหนก็ไม่ได้อีกแล้วในโลกนี้

ว่ากันว่า ดนตรี มาคู่กับ เสรีภาพ – มีภาพยนตร์หลายๆเรื่องพูดในเชิงนี้ (หนังดนตรีไทยชั้นดีอย่างโหมโรงก็เช่นกัน) ในขณะที่บรรดาสถานีวิทยุทั้งหลายมีเจตนาจะขับกล่อมผ่อนคลายผู้คนด้วยเสียงเพลง ภาครัฐก็มองเป็นสิ่งเลวร้ายที่จะต้องกำจัดไปให้หมดสิ้น

ในยุคนั้นคือช่วงปี 60 ต้นๆ เป็นการปะทะกันระหว่างค่านิยมเก่าและสิ่งใหม่ๆที่กำลังเกิดขึ้น โลกดนตรีกำลังขับเคลื่อนไปข้างหน้า แต่ว่าคนอีกรุ่นหนึ่งที่มีอำนาจกลับพยายามขัดขวางอย่างสุดความสามารถ

Officers

แน่นอน หนังจึงนำบทบาทรัฐตอนนั้นมาเสียดสีอย่างเต็มที่ บุคลิกของรัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯกำกับดูแลสื่อ (แต่คนนี้ตัวสูงครับ อิอิ) Dormandy (Kenneth Branagh – ที่ไว้หนวดได้ตลกมาก) และลูกน้อง Twatt (Jack Davenport) จึงดูท่าทางราวกับคนสติไม่ดี ที่วันๆเอาแต่หาทางจะปิดสถานีวิทยุเหล่านี้

หนังกำกับ และ เขียนบท โดย Richard Curtis หนังก็มาแนวหนังที่เขาเคยกำกับอย่าง Four Weddings and a Funeral หรือ Love Actually นั่นแหละครับ คือดูตลกแบบเสียดสีสไตล์อังกฤษ มีตัวละครมากมายเดินไปเดินมาในเรื่อง แต่ทุกคนมีบทบาทชัดเจน เนื้อหาอารมณ์ดี มีความสุข และที่สำคัญคือ เพลงเพราะมากๆ

เพลงในยุคนั้น 60 เป็นยุคโปรดผมอยู่แล้ว มันเป็นจุดเริ่มของคำถามที่เด็กรุ่นนั้นถามคนรุ่นพ่อรุ่นแม่ ขบถต่อวิถีทางเก่าๆ เรียกร้องเสรีภาพ ต่อต้านสงคราม และการเหยียดผิว

เพลงเพราะมากจนแทบจะต้องไปหาซื้อ soundtrack มาเก็บไว้เลยครับ The Turtles, Jimi Hendrix, Duffy, The Kinks, The Beach Boys ,The Who ,The Rolling Stone – เสียแต่ที่ไม่มี The Beatles สักเพลง คงเพราะค่าลิขสิทธิ์แพงน่ะครับ ผมว่า

บรรดาดีเจบนเรือต่างเรียกได้ว่าเป็นเซียนเพลงขั้นเหยียบเมฆ ที่สำคัญคือหนังตัวละครมาก แต่แจกบุคลิกได้ดีทุกคน ดูครั้งเดียวก็พอจำได้หมด ทุกคนก็แสดงได้สุดยอด
Dancing scene

ไม่ว่าจะเป็นดีเจอิมพอร์ตจากอเมริกา The Count (Philip Seymour Hoffman), Dave เจ้าอ้วนเสียงมหาเสน่ห์ (Nick Frost) Simon ที่แสนจะใจดี (Chris O’Dowd) ดีเจจอมลึกลับ Midnight Mark (Tom Wisdom – ที่ทั้งเรื่องพูดแค่สี่ประโยค แต่ถ้าดูคุณจะจำเขาได้แน่นอน) Smooth Bob (Ralph Brown) ที่วันๆไม่มีใครเคยเห็น เพราะแกจัดช่วงตีสามถึงเช้า และ “king of the airwaves” ที่เสียงหล่อเข้ม Gavin (Rhys Ifans)

ตอนเด็กจนถึงวัยรุ่น ผมชอบฟังเพลงร๊อคฝรั่ง จำได้ว่าเปิดวิทยุคลื่นโปรด รอฟังดีเจ (คุณวิฑูร วทัญญู นี้ก็หนึ่งในดวงใจ) เปิดเพลงมันส์ๆ เจ๋งๆ ให้ฟัง แล้วก็จดชื่อเพลง ชื่อวง ชื่อชุด ที่ตัวเองฟังแล้วชอบเอาไว้ มีเวลาก็ไปซื้อเทป (ผี) มาฟังให้ครบทุกเพลง

ซีนเปิดเรื่องที่เด็กคนหนึ่งพอเข้านอน ก็เอาวิทยุมาวางข้างหมอนเปิดฟังไปด้วยน่ะ เหมือนเห็นตัวเองตอนเด็กเลยครับ

หนังเดินเรื่องสนุกมาก ยาวสองชั่วโมงเศษ แต่ผมไม่เบื่อเลย หลังจากที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาด้วยกัน วันหนึ่งก็พบว่ารัฐบาลออกกฎหมายเพื่อจะไปตามจับพวกเขาได้กลางทะเล – แน่นอน เรื่องแค่นี้ย่อมหยุดใจที่รักไม่ได้ พวกเขาเดินหน้าจัดรายการต่อไป ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นก็ตาม

หนังเหมือนจะบอกว่า เอาเข้าจริงๆ สถานนีวิทยุเหล่านี้ไม่ใช่แค่คลื่นดนตรี แต่มันเป็นการประกาศเสรีภาพต่อการควบคุมของรัฐอีกรูปแบบหนึ่ง….

แต่หนังก็มีบทจบ หนังจบด้วยการล่มลงของคลื่นร๊อคสเตชั่นแห่งนี้ แต่ไม่ใช่จากฝีมือรัฐบาล ผมคงไม่เล่าต่อ แต่บอกไว้แค่ว่า ช่วงท้ายจนถึงจบหนังได้ทั้งอารมณ์ตื่นเต้น ตลก และ ซึ้งมากๆ ในช่วงเดียวกัน

หนังไม่ได้เข้าโรงบ้านเรา ออกเป็นแผ่นแล้วครับ ถ้าใครชอบหนังตลกแบบอังกฤษอย่าง Love Actually ขำลึกๆ เสียดสีสังคมนิดๆ คงจะชอบหนังเรื่องนี้ แต่ถ้าใครเป็นคอหนังและคอเพลงคงจะรักมันไปเลย

จบข่าว – ตอนแรกผมกะจะลงตัวอย่างหนัง แต่เปลี่ยนใจ พอดีในหนังเรื่องนี้มีเพลงสุดรักสุดโปรดผมเพลงหนึ่ง มันอยู่ในซีนที่ผมชอบด้วย (ตอนนั้นพวกเขาต้องการให้กำลังใจซึ่งกันและกัน) ประกอบกับในยูทูปมีพอดี จึงขอเอามาลงให้ฟังกัน – ดังนั้น ขอเชิญท่านผู้ฟัง “A Whiter Shade of Pale” ของ Procol Harum ครับ….

~ โดย Mr.cozy บน ตุลาคม 28, 2009.

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
Follow

Get every new post delivered to your Inbox.