Goodbye Dragon Inn – ความหลังฝังโรงภาพยนตร์
Goodbye Dragon Inn – ผมหยิบมาดูอีกรอบ หลังจากดูไปครั้งแรก 2 ปีก่อน – เนื่องจากอ่านเอนทรี่หนึ่งของเพื่อนบล๊อคและหลุดปากไปว่าจะเขียนแลกเปลี่ยนกัน ก็เป้นเรื่องของความหลังที่เคยสนุกสนานบันเทิงใจในโรงภาพยนตร์

ใบปิดภาพยนตร์เรื่องนี้ ทางเดินแบบโรงเก่าๆที่ผมเคยเข้าดู
หนังของไต้หวันเรื่องนี้พูดถึงเหตุการณ์คืนสุดท้ายของโรงภาพยนตร์เก่าแก่แห่งหนึ่งในไต้หวัน คืนนั้นฝนตกพรำๆ พรุ่งนี้มันจะปิดตัวเอาที่ดินไปทำอย่างอื่น เนื้อหาไม่มีอะไรเลย นอกจากพฤติกรรมของตัวละครกลุ่มหนึ่งทั้งพนักงานโรงหนังและลูกค้าในคืนนั้น
ผมจำได้ว่าเมื่อดูแล้ว สมองผมเเหมือนฟิลม์หนังกรอกลับ ได้รำลึกถึงความหลังครั้งยังเด็กๆ ซึ่งผมยังจำโรงหนังแบบ Stand Alone ได้ ผมโชคดีที่ช่วงหนึ่งของชีวิตวัยเด็กป๋าส่งไปอยู่ที่ต่างจังหวัด ผมไปอาศัยอยู่หลายปีและได้มีประสบการณ์ชมโรงภาพยนตร์ที่บรรยากาศต่างจากกรุงเทพพอสมควร

ประตูฉุกเฉินข้างจอ บางทีก็มีคนมาเปิดอยู่เรื่อยๆ
ผมยังจำซุ่มขายขนมหน้าโรง / เครื่องปั่นสายไหมที่นานๆมาตั้งที / ห้องเสียงในฟิลม์ / การพากษ์หนังนอกเรื่อง / ลุงเดินตั๋ว / ป้าขายตั๋วหนัง / คู่รักหนุ่มสาวที่เอาแต่นั่งคุยกัน / เสียงหัวเราะดังลั่นแบบไม่ต้องมาวางมาด เกรงอกเกรงใจกันของคนงานก่อสร้างที่มาดูหนังตลก /ผู้หญิงแต่งหน้าเข้มๆทีเอาแต่เดินไปเดินมาไม่เห็นนั่งดูหนังดีๆซักที เวลาหนังฉายรอบค่ำ (ที่ผมแอบหนีไปดู) / ลุงบางคนนั่งสูบบุหรี่ปุ๋ยๆ ฯลฯ
ค่าตั๋วหนังตอนนั้น แถวหน้า 15 บาท แถวกลาง 20 แถวหลังหรือห้องเสียงในฟิลม์ 25 บาท
ในหนังเดินเรื่องเรียบๆ ดนตรีประกอบก็แทบไม่มี หญิงขาพิการขายตั๋วก็ทำงานไป พอหนังฉายก็นั่งพักในห้อง ต้มถั่วกะจะเอาไปฝากคนห้องฉายที่ดูเหมือนจะชอบกันมานานแต่ไม่กล้าบอก หญิงสาวที่แทะเม็ดแตงโมเสียงดัง เกย์หนุ่มที่เดินหาคู่ขา ชายแก่ 2-3 คนนั่งดูหนังเงียบๆ ชายหนุ่มที่เข้ามาเหมือนจะมาคิดอะไรสักอย่าง สาวคนหนึ่งที่เปลี่ยนที่ไปเรื่อย…..
ตอนแรกผมคิดว่ากำลังดูหนังเงียบซะอีกเพราะหนังไม่มีบทสนทนาเลย เล่าด้วยภาพอย่างเดียว มีแค่เสียงหนังที่ฉายอยู่เท่านั้น ตลอดทั้งเรื่องพูดกันไม่น่าเกิน 10 ประโยค และกว่าตัวละครจะออกปากคุยกันประโยคแรกก็ปาเข้าไปนาทีที่ 43 !!!
ทุกวันนี้โรงหนังแบบนี้ที่จังหวัดรอบนอกทยอยปิดตัว ไปอยู่บนห้างฯที่ทยอยมาเปิดเช่นกัน ส่วนในกรุงเทพยังพอมีเหลืออยู่บ้างแต่บรรยากาศก็แตกต่างกัน บางโรงก็ต้องไปฉายหนังโป๊ หรือเอาที่ไปทำอย่างอื่น – แน่นอนว่าเด็กรุ่นใหม่นิยมโรงในห้างฯมากกว่าอยู่แล้ว ถึงค่าตั๋วจะว่ากันตั้งแต่ร้อยกว่าๆ ไปถึงห้าร้อยก็เถอะ ทุกวันนี้ยิ่งโปรโมทกันใหญ่ถึงความสะดวกสบายต่างๆ การ์ดหนัง / ซื้อตั๋วผ่านมือถือ / ของกินชุดใหญ่หรูหรา / หน้าโรงสวยงาม / ว่างๆก็เดินห้างฯเล่นรอหนังฉาย - ก็ โอเคนะครับ เหมือนโทรเลขล่ะมั้ง โลกมันก็ต้องเดินไปข้างหน้า…….ไม่ได้ว่ากัน
Dragon inn ไม่ใช่ชื่อโรงภาพยนตร์ (ที่เอาเข้าจริงๆผมก็ไม่รู้ว่าโรงภาพยนตร์ในเรื่องชื่ออะไรกันแน่) เป็นชื่อของหนังที่ฉายรอบสุดท้ายในคืนนั้น – เป็นหนังจีนกำลังภายในคาสสิคของ คิง ฮู – ผมเคยดูด้วยล่ะเป็นเรื่องของขันทีกังฉินที่เยี่ยมยุทธ และเหล่าผู้กล้าที่มารวมตัวกันที่โรงเตี้ยมชื่อเรื่องเพื่อลอบสังหาร – หนังบางทีลากฉากในหนังเรื่องนี้ยาวทีละ 2-3 นาทีก็ยิ่งทำให้ความรู้สึกคิดถึงวันเก่าๆหนักแน่นไปอีก
หนังกำกับ / เขียนบท โดย ไช่ หมิง เหลียง ออกฉายปี 2004 เช่นเดียวกับหนังของเขาอย่าง The River และ What Time Is It There? หนังได้รับคำชมมากมายทั้งผู้ชมและนักวิจารณ์ (ได้รางวัลจากเทศกาลหนังที่เวนิสด้วย) เดินเรื่องได้ดีในการรำลึกถึงความหลังอย่างสงบและยอมรับในสิ่งที่เป็นไป
หนังมีความยาวเท่ากับระยะที่เราดู ยาวราว 80 นาทีเปิดเรื่องตอนหนังในโรงเริ่มฉาย หนังจบลงเมื่อหนังในโรงจบ

ทางเดินออกไปห้องน้ำข้างห้องฉาย
นอกจากมีฉากหนังที่ฉายในโรงเป็นระยะ ขณะเดียวกันพาผมไปสำรวจโรงหนังเก่าๆทุกซอกทุกมุม ภายใต้การเดินไปมาของพนักงานทั้ง 2 คน – ห้องเก็บใบปิดหนังรกรุงรัง ห้องน้ำโทรมๆ กระเบื้องเคลือบสีขาว ทางเดินแคบๆ ห้องฉายหนังชั้นบน ทางออกฉุกเฉินที่อยู่ริมจอหนังพอดี – ทุกอย่างไม่ต่างกับโรงที่ผมคิดถึงเสมอ
ตอนที่ผมรู้ว่าโรงภาพยนตร์จะต้องปิดตัวก็รู้สึกใจหายนิดๆ – พอมีโอกาสได้เดินทางกลับไปที่นั้น ก็หาโอกาสขับรถไปเยือนไว้อาลัย ในอีกสิ่งที่หายไปในชีวิต ยังดีที่เขายังไม่ได้ทุบไปหรือดัดแปลงเป็นอย่างอื่น ปิดทิ้งไว้เฉยๆ ผมจอดรถลงเดินเล่นไปรอบๆ จำได้ว่า ที่นั้นเคยนั่งอ่านการ์ตูนรอหนังฉาย / กรอบที่ใส่ใบปิดที่ผมเคยหัดสะกดชื่อดาราฝรั่ง / ซุ้มขายขนมวางตรงนี้ / จอดรถจักรยานไว้ตรงโน้น – เดินคิดอยู่ราว 15 นาที ในหัวก็มีภาพในอดีตปรากฎมาเรื่อยๆ
ห้องขายตั๋วและบรรยากาศหน้าโรงที่เหมือนกันมากกับโรงหนังวัยเด็กของผม
ยังจำป้าขายตั๋วที่จำหน้าของผมที่ไปซื้อตั๋ว”ขุมทรัพย์สุดขอบฟ้า” หรือ “โหด เลว ดี”เป็นรอบที่สองก็บอกลุงเดินตั๋วว่าให้ดูฟรีละกันรอบนี้ – ลุงเดินตั๋วที่บางครั้งก็บอกว่าตั๋ว 15 บาทน่ะจะทำให้สายตาเสีย แล้วก็พาผมไปนั่งที่ราคา 20 บาทซะ หรือบางทีก็ทำเป็นไม่เห็นเมื่อผมกับเพื่อนแอบย่องๆไปเข้าห้องเสียงในฟิลม์เมื่อเห็นว่าหนังฝรั่งเรื่องนั้นมีบรรยายไทยแถมมา – เจ๊ขายขนมที่ชอบคุยเล่นกับเด็กๆและถ้าซื้อไอติมหรือสายไหมจะหยิบลูกอมแถมให้ 2-3 เม็ดทุกครั้งไป
ที่ต้องลุ้นกันหนักหน่อยก็พี่คนขายไอสครีมโฟร์โมดท์ที่บางที่ก็มาบางทีก็หาย (ไอติมยักษ์คู่ครับ หนึ่งแท่งหักกินคนละครึ่งกับเพื่อน) อ้อ โรงหนังต่างจังหวัดมีหน้าที่อีกอย่างคือเป็นโรงแสดงคอนเสริตร์ด้วยนะ ผมจำได้ว่าจ่ายค่าตั๋ว 20 บาทสำหรับดูวงเฉลียงเล่นรอบหัวค่ำและอีกครั้งดูน้าหมู พงษ์เทพ กระโดนชำนาญ มาเดี่ยวกีต้าร์ให้ฟังในราคาเดียวกัน

หญิงชรามาดูหนังรอบสุดท้ายลำพัง
ยิ่งวันไหนที่หนังใหญ่ๆ ดังๆ มาฉาย อย่าง คนเหล็ก 2029 หรือ บุญชูผู้น่ารัก จะสนุกสนานครึกครึ้นมากครับ คนจะมายืนออกันเต็มหน้าโรง เห็นอาแป๊ะเจ้าของโรงยืนตะโกนให้คนงานขนเก้าอี้เสริมหลังรถปิกอัฟ ไปวางเรียงตามข้างทางเดินเข้าที่นั่ง (10 บาทครับ – ค่าดูเก้าอี้เสริม) ส่วนเด็กๆน่ะเหรอ แกบอกให้ไปนั่งดูตรงทางช่องกลางทางเดินระหว่างที่นั่งสองฝาก งานนี้ดูฟรีนะครับ
ความรู้สึกแบบนี้เด็กรุ่นหลังๆจะหาเจอกันยากหน่อย อาจถึงขั้นหาไม่ได้เลยจากโรงซีนีมัลติแพล็คทั้งหลาย
ในหนังซีนจบ ทุกคนเดินออกมา ชายแก่ที่เฝ้าโรงหนังทักทายกับลูกค้าที่ชราพอๆกันที่เดินจูงหลานชายออกมา ด้วยถ้อยคำเรียบๆ สองสามคำ แต่ก็ทำให้ผมรู้ว่าพวกเขาน่ะใจหายกันแค่ไหน
ก่อนเจ้าของโรงจะถอนหายใจแล้วพูดตอบว่า “ทุกวันนี้ ไม่มีใครเขาดูหนังโรงแบบนี้อีกแล้วล่ะครับ”

หนังจบก็จบเรื่อง พอคุณตา คุณปู่ร่ำลากัน ก็แค่นี้จริงๆ ปิดประตู ปิดไฟ เจ๊คนดูแลก็เดินตากฝนปรอยๆกลับบ้านพร้อมกับเพลงประกอบเศร้าๆ (ผมฟังจีนไม่ออก อ่านคำแปลจากซับอังกฤษเพลงพูดถึงดอกไม้ที่ต้องโรยราหรืออะไรซักอย่างทำนองนั้น)
ผมเองนั่งคิดๆอะไรหลายอย่างตรงบันไดทางเดินขึ้นชั้นบนโรงหนัง จะว่าไปเจ้าหลานๆผมหลายคนกำลังโต เคยแต่พามันไปดูโรงบนห้างฯ คิดเหมือนกันว่าถ้าได้มาเที่ยวกันแถวนี้จะพามาดูโรงแบบนี้สักครั้ง แต่ก็พลัดวันประกันพรุ่งเรื่อยมา ถึงตอนนี้ก็ได้แต่นั่งตำหนิตัวเองอยู่
ซีนประทับใจของผมในหนังเรื่องนี้ ก็อยู่ที่ลุงแก่ๆ (ที่ถูกเรียกว่าอาจารย์) นั่งน้ำตาคลอตอนจะจบเรื่องล่ะ – คงเป็นความรู้สึกบรรยายยากนะ สิ่งๆหนึ่งที่ลุงแกผูกพันกันมานานจะจบสิ้นไปในวันนี้แล้ว - ผมเองก็ไม่ได้อินถึงขั้นลุงหรอกนะครับ – แต่ก็พอเข้าใจน่ะ…….
เป็นอีกอย่างหนึ่งที่จากกันไปแล้วและคงจะไม่มีโอกาสจะได้เจอกันอีก
