The Boat That Rocked – เสียงเพลงแห่งเสรีภาพ…..

•ตุลาคม 28, 2009 • ให้ความเห็น

ตอนเด็กๆ เชื่อว่าเด็กรุ่นเดียวกันกับผมที่ชอบฟังเพลงร๊อคคงมีดีเจบางคนที่เป็นเหมือนพระเจ้า

พุดถึงตำนานดีเจบ้านเรา คนแรกที่ผมนึกถึงเลยคือ พ่อมดเฮฟวี่ คุณวิฑูร วทัญญู ล่ะครับ ผมเองถึงไม่ทันยุคเฮียแกเต็มตัว แต่ก็ยังเคยฟังยุคหลังๆ มีวงร๊อคระดับตำนานมากมายที่คุณวิฑูรแกตั้งสมญาภาษาไทยให้ จนทุกวันนี้ยังมีคนใช้กันอยู่

เช่น ดีพ เพอร์เพิล – ผู้ว่องไวดุจสายฟ้าแลบ / สกอร์เปียนส์ – แมงป่องผยองเดช / ควีน – ราชา ในนามราชินี / ยูรายห์ ฮีพ – ผู้ฮึกเหิม / เรนโบว์ – สายรุ้งสกาวสดใส / แคนซัส – ผู้คึกคะนอง / เลด เซปเปลิน – เรือเหาะว่องเวหา / ยูเอฟโอ – จานผีสะท้านโลกา / คิส – จุมพิตอสูรกาย และ แบล๊ก ซับบาธ คือ ผู้หนักแน่นดุจผูผาถล่มทลาย
ผมเพิ่งดูแผ่นหนังเรื่อง  The Boat That Rocked จบ ชอบมากๆเลยครับ

ย้อนไปในยุค 1960 ต้นๆ จะด้วยเหตุผลอะไรก้ไม่ได้แจ้งชัดเจนในหนัง แต่ที่ประเทศอังกฤษยุคนั้น คลื่นวิทยุถูกกฎหมายคือ BBC อนุญาติให้เปิดเพลงออกอากาศได้แค่สัปดาห์ล่ะ 2 ชม.เท่านั้น ส่วนคลื่นอื่นๆห้ามออกอากาศอย่างสิ้นเชิง

ซึ่งเป็นที่มาของชื่อว่า วิทยุโจรสลัด – pirate radio station – เพราะบรรดาคลื่นต่างๆที่ต้องการเปิดเพลงร๊อค ก็พากันใช้วิธีไปล่องเรือกลางทะเลและส่งสัญญาณมายังผู้ฟังที่ถูกปิดกั้นจากรัฐบาล

เนื้อหาของภาพยนตร์ง่ายๆ เซตฉากบนเรือที่เป็นคลื่นชื่อร๊อคสเตชั่น โดยมีเด็กวัยรุ่นคนหนึ่งคือ Carl (Tom Sturridge) ที่เพิ่งถูกให้ออกโรงเรียนเพราะไปปุ้นกัญชา แม่ของเขา Charlotte (Emma Thompson – ที่ผมแทบจำไม่ได้) จึงส่งมาให้อยู่บนเรือกับ Quentin (Bill Nighy) พ่ออุปถัมถ์ (Godfather) ของเขา ซึ่งเป็นเจ้าของคลื่นร๊อคที่โด่งดังที่สุดในยุคนั้น

และในเรือลำนั่นทำให้ไอ้หนุ่มได้ประสบการณ์อย่างมากมาย ชนิดที่หาที่ไหนก็ไม่ได้อีกแล้วในโลกนี้

ว่ากันว่า ดนตรี มาคู่กับ เสรีภาพ – มีภาพยนตร์หลายๆเรื่องพูดในเชิงนี้ (หนังดนตรีไทยชั้นดีอย่างโหมโรงก็เช่นกัน) ในขณะที่บรรดาสถานีวิทยุทั้งหลายมีเจตนาจะขับกล่อมผ่อนคลายผู้คนด้วยเสียงเพลง ภาครัฐก็มองเป็นสิ่งเลวร้ายที่จะต้องกำจัดไปให้หมดสิ้น

ในยุคนั้นคือช่วงปี 60 ต้นๆ เป็นการปะทะกันระหว่างค่านิยมเก่าและสิ่งใหม่ๆที่กำลังเกิดขึ้น โลกดนตรีกำลังขับเคลื่อนไปข้างหน้า แต่ว่าคนอีกรุ่นหนึ่งที่มีอำนาจกลับพยายามขัดขวางอย่างสุดความสามารถ

Officers

แน่นอน หนังจึงนำบทบาทรัฐตอนนั้นมาเสียดสีอย่างเต็มที่ บุคลิกของรัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯกำกับดูแลสื่อ (แต่คนนี้ตัวสูงครับ อิอิ) Dormandy (Kenneth Branagh – ที่ไว้หนวดได้ตลกมาก) และลูกน้อง Twatt (Jack Davenport) จึงดูท่าทางราวกับคนสติไม่ดี ที่วันๆเอาแต่หาทางจะปิดสถานีวิทยุเหล่านี้

หนังกำกับ และ เขียนบท โดย Richard Curtis หนังก็มาแนวหนังที่เขาเคยกำกับอย่าง Four Weddings and a Funeral หรือ Love Actually นั่นแหละครับ คือดูตลกแบบเสียดสีสไตล์อังกฤษ มีตัวละครมากมายเดินไปเดินมาในเรื่อง แต่ทุกคนมีบทบาทชัดเจน เนื้อหาอารมณ์ดี มีความสุข และที่สำคัญคือ เพลงเพราะมากๆ

เพลงในยุคนั้น 60 เป็นยุคโปรดผมอยู่แล้ว มันเป็นจุดเริ่มของคำถามที่เด็กรุ่นนั้นถามคนรุ่นพ่อรุ่นแม่ ขบถต่อวิถีทางเก่าๆ เรียกร้องเสรีภาพ ต่อต้านสงคราม และการเหยียดผิว

เพลงเพราะมากจนแทบจะต้องไปหาซื้อ soundtrack มาเก็บไว้เลยครับ The Turtles, Jimi Hendrix, Duffy, The Kinks, The Beach Boys ,The Who ,The Rolling Stone – เสียแต่ที่ไม่มี The Beatles สักเพลง คงเพราะค่าลิขสิทธิ์แพงน่ะครับ ผมว่า

บรรดาดีเจบนเรือต่างเรียกได้ว่าเป็นเซียนเพลงขั้นเหยียบเมฆ ที่สำคัญคือหนังตัวละครมาก แต่แจกบุคลิกได้ดีทุกคน ดูครั้งเดียวก็พอจำได้หมด ทุกคนก็แสดงได้สุดยอด
Dancing scene

ไม่ว่าจะเป็นดีเจอิมพอร์ตจากอเมริกา The Count (Philip Seymour Hoffman), Dave เจ้าอ้วนเสียงมหาเสน่ห์ (Nick Frost) Simon ที่แสนจะใจดี (Chris O’Dowd) ดีเจจอมลึกลับ Midnight Mark (Tom Wisdom – ที่ทั้งเรื่องพูดแค่สี่ประโยค แต่ถ้าดูคุณจะจำเขาได้แน่นอน) Smooth Bob (Ralph Brown) ที่วันๆไม่มีใครเคยเห็น เพราะแกจัดช่วงตีสามถึงเช้า และ “king of the airwaves” ที่เสียงหล่อเข้ม Gavin (Rhys Ifans)

ตอนเด็กจนถึงวัยรุ่น ผมชอบฟังเพลงร๊อคฝรั่ง จำได้ว่าเปิดวิทยุคลื่นโปรด รอฟังดีเจ (คุณวิฑูร วทัญญู นี้ก็หนึ่งในดวงใจ) เปิดเพลงมันส์ๆ เจ๋งๆ ให้ฟัง แล้วก็จดชื่อเพลง ชื่อวง ชื่อชุด ที่ตัวเองฟังแล้วชอบเอาไว้ มีเวลาก็ไปซื้อเทป (ผี) มาฟังให้ครบทุกเพลง

ซีนเปิดเรื่องที่เด็กคนหนึ่งพอเข้านอน ก็เอาวิทยุมาวางข้างหมอนเปิดฟังไปด้วยน่ะ เหมือนเห็นตัวเองตอนเด็กเลยครับ

หนังเดินเรื่องสนุกมาก ยาวสองชั่วโมงเศษ แต่ผมไม่เบื่อเลย หลังจากที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาด้วยกัน วันหนึ่งก็พบว่ารัฐบาลออกกฎหมายเพื่อจะไปตามจับพวกเขาได้กลางทะเล – แน่นอน เรื่องแค่นี้ย่อมหยุดใจที่รักไม่ได้ พวกเขาเดินหน้าจัดรายการต่อไป ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นก็ตาม

หนังเหมือนจะบอกว่า เอาเข้าจริงๆ สถานนีวิทยุเหล่านี้ไม่ใช่แค่คลื่นดนตรี แต่มันเป็นการประกาศเสรีภาพต่อการควบคุมของรัฐอีกรูปแบบหนึ่ง….

แต่หนังก็มีบทจบ หนังจบด้วยการล่มลงของคลื่นร๊อคสเตชั่นแห่งนี้ แต่ไม่ใช่จากฝีมือรัฐบาล ผมคงไม่เล่าต่อ แต่บอกไว้แค่ว่า ช่วงท้ายจนถึงจบหนังได้ทั้งอารมณ์ตื่นเต้น ตลก และ ซึ้งมากๆ ในช่วงเดียวกัน

หนังไม่ได้เข้าโรงบ้านเรา ออกเป็นแผ่นแล้วครับ ถ้าใครชอบหนังตลกแบบอังกฤษอย่าง Love Actually ขำลึกๆ เสียดสีสังคมนิดๆ คงจะชอบหนังเรื่องนี้ แต่ถ้าใครเป็นคอหนังและคอเพลงคงจะรักมันไปเลย

จบข่าว – ตอนแรกผมกะจะลงตัวอย่างหนัง แต่เปลี่ยนใจ พอดีในหนังเรื่องนี้มีเพลงสุดรักสุดโปรดผมเพลงหนึ่ง มันอยู่ในซีนที่ผมชอบด้วย (ตอนนั้นพวกเขาต้องการให้กำลังใจซึ่งกันและกัน) ประกอบกับในยูทูปมีพอดี จึงขอเอามาลงให้ฟังกัน – ดังนั้น ขอเชิญท่านผู้ฟัง “A Whiter Shade of Pale” ของ Procol Harum ครับ….

Goodbye Dragon Inn – ความหลังฝังโรงภาพยนตร์

•กันยายน 8, 2009 • ให้ความเห็น
เพื่อนทุกๆคนที่ชอบดูหนัง คงมีความประทับใจหรือความหลังในโรงหนังวัยเด็กต่างๆกันไปใช่ไหมครับ

Goodbye Dragon Inn – ผมหยิบมาดูอีกรอบ หลังจากดูไปครั้งแรก 2 ปีก่อน  – เนื่องจากอ่านเอนทรี่หนึ่งของเพื่อนบล๊อคและหลุดปากไปว่าจะเขียนแลกเปลี่ยนกัน ก็เป้นเรื่องของความหลังที่เคยสนุกสนานบันเทิงใจในโรงภาพยนตร์

ใบปิดภาพยนตร์เรื่องนี้ ทางเดินแบบโรงเก่าๆที่ผมเคยเข้าดู

ใบปิดภาพยนตร์เรื่องนี้ ทางเดินแบบโรงเก่าๆที่ผมเคยเข้าดู

หนังของไต้หวันเรื่องนี้พูดถึงเหตุการณ์คืนสุดท้ายของโรงภาพยนตร์เก่าแก่แห่งหนึ่งในไต้หวัน คืนนั้นฝนตกพรำๆ พรุ่งนี้มันจะปิดตัวเอาที่ดินไปทำอย่างอื่น เนื้อหาไม่มีอะไรเลย นอกจากพฤติกรรมของตัวละครกลุ่มหนึ่งทั้งพนักงานโรงหนังและลูกค้าในคืนนั้น

ผมจำได้ว่าเมื่อดูแล้ว สมองผมเเหมือนฟิลม์หนังกรอกลับ ได้รำลึกถึงความหลังครั้งยังเด็กๆ ซึ่งผมยังจำโรงหนังแบบ Stand Alone ได้ ผมโชคดีที่ช่วงหนึ่งของชีวิตวัยเด็กป๋าส่งไปอยู่ที่ต่างจังหวัด ผมไปอาศัยอยู่หลายปีและได้มีประสบการณ์ชมโรงภาพยนตร์ที่บรรยากาศต่างจากกรุงเทพพอสมควร

ประตูฉุกเฉินข้างจอ บางทีก็มีคนมาเปิดอยู่เรื่อยๆ

ประตูฉุกเฉินข้างจอ บางทีก็มีคนมาเปิดอยู่เรื่อยๆ

ผมยังจำซุ่มขายขนมหน้าโรง / เครื่องปั่นสายไหมที่นานๆมาตั้งที / ห้องเสียงในฟิลม์ / การพากษ์หนังนอกเรื่อง / ลุงเดินตั๋ว / ป้าขายตั๋วหนัง / คู่รักหนุ่มสาวที่เอาแต่นั่งคุยกัน / เสียงหัวเราะดังลั่นแบบไม่ต้องมาวางมาด เกรงอกเกรงใจกันของคนงานก่อสร้างที่มาดูหนังตลก /ผู้หญิงแต่งหน้าเข้มๆทีเอาแต่เดินไปเดินมาไม่เห็นนั่งดูหนังดีๆซักที เวลาหนังฉายรอบค่ำ (ที่ผมแอบหนีไปดู) / ลุงบางคนนั่งสูบบุหรี่ปุ๋ยๆ ฯลฯ 

ค่าตั๋วหนังตอนนั้น แถวหน้า 15 บาท แถวกลาง 20 แถวหลังหรือห้องเสียงในฟิลม์ 25 บาท

ในหนังเดินเรื่องเรียบๆ ดนตรีประกอบก็แทบไม่มี หญิงขาพิการขายตั๋วก็ทำงานไป พอหนังฉายก็นั่งพักในห้อง ต้มถั่วกะจะเอาไปฝากคนห้องฉายที่ดูเหมือนจะชอบกันมานานแต่ไม่กล้าบอก  หญิงสาวที่แทะเม็ดแตงโมเสียงดัง เกย์หนุ่มที่เดินหาคู่ขา ชายแก่ 2-3 คนนั่งดูหนังเงียบๆ ชายหนุ่มที่เข้ามาเหมือนจะมาคิดอะไรสักอย่าง สาวคนหนึ่งที่เปลี่ยนที่ไปเรื่อย….. 

ตอนแรกผมคิดว่ากำลังดูหนังเงียบซะอีกเพราะหนังไม่มีบทสนทนาเลย เล่าด้วยภาพอย่างเดียว มีแค่เสียงหนังที่ฉายอยู่เท่านั้น ตลอดทั้งเรื่องพูดกันไม่น่าเกิน 10 ประโยค และกว่าตัวละครจะออกปากคุยกันประโยคแรกก็ปาเข้าไปนาทีที่ 43 !!! 

ทุกวันนี้โรงหนังแบบนี้ที่จังหวัดรอบนอกทยอยปิดตัว ไปอยู่บนห้างฯที่ทยอยมาเปิดเช่นกัน ส่วนในกรุงเทพยังพอมีเหลืออยู่บ้างแต่บรรยากาศก็แตกต่างกัน บางโรงก็ต้องไปฉายหนังโป๊ หรือเอาที่ไปทำอย่างอื่น – แน่นอนว่าเด็กรุ่นใหม่นิยมโรงในห้างฯมากกว่าอยู่แล้ว  ถึงค่าตั๋วจะว่ากันตั้งแต่ร้อยกว่าๆ ไปถึงห้าร้อยก็เถอะ ทุกวันนี้ยิ่งโปรโมทกันใหญ่ถึงความสะดวกสบายต่างๆ การ์ดหนัง / ซื้อตั๋วผ่านมือถือ / ของกินชุดใหญ่หรูหรา / หน้าโรงสวยงาม / ว่างๆก็เดินห้างฯเล่นรอหนังฉาย - ก็ โอเคนะครับ เหมือนโทรเลขล่ะมั้ง โลกมันก็ต้องเดินไปข้างหน้า…….ไม่ได้ว่ากัน

Dragon inn ไม่ใช่ชื่อโรงภาพยนตร์ (ที่เอาเข้าจริงๆผมก็ไม่รู้ว่าโรงภาพยนตร์ในเรื่องชื่ออะไรกันแน่) เป็นชื่อของหนังที่ฉายรอบสุดท้ายในคืนนั้น – เป็นหนังจีนกำลังภายในคาสสิคของ คิง ฮู – ผมเคยดูด้วยล่ะเป็นเรื่องของขันทีกังฉินที่เยี่ยมยุทธ และเหล่าผู้กล้าที่มารวมตัวกันที่โรงเตี้ยมชื่อเรื่องเพื่อลอบสังหาร – หนังบางทีลากฉากในหนังเรื่องนี้ยาวทีละ 2-3 นาทีก็ยิ่งทำให้ความรู้สึกคิดถึงวันเก่าๆหนักแน่นไปอีก

หนังกำกับ / เขียนบท โดย ไช่ หมิง เหลียง ออกฉายปี 2004 เช่นเดียวกับหนังของเขาอย่าง The River และ What Time Is It There?  หนังได้รับคำชมมากมายทั้งผู้ชมและนักวิจารณ์ (ได้รางวัลจากเทศกาลหนังที่เวนิสด้วย) เดินเรื่องได้ดีในการรำลึกถึงความหลังอย่างสงบและยอมรับในสิ่งที่เป็นไป

 หนังมีความยาวเท่ากับระยะที่เราดู ยาวราว 80 นาทีเปิดเรื่องตอนหนังในโรงเริ่มฉาย หนังจบลงเมื่อหนังในโรงจบ

ทางเดินออกไปห้องน้ำข้างห้องฉาย

ทางเดินออกไปห้องน้ำข้างห้องฉาย

นอกจากมีฉากหนังที่ฉายในโรงเป็นระยะ ขณะเดียวกันพาผมไปสำรวจโรงหนังเก่าๆทุกซอกทุกมุม ภายใต้การเดินไปมาของพนักงานทั้ง 2 คน – ห้องเก็บใบปิดหนังรกรุงรัง ห้องน้ำโทรมๆ กระเบื้องเคลือบสีขาว ทางเดินแคบๆ ห้องฉายหนังชั้นบน ทางออกฉุกเฉินที่อยู่ริมจอหนังพอดี – ทุกอย่างไม่ต่างกับโรงที่ผมคิดถึงเสมอ 

ตอนที่ผมรู้ว่าโรงภาพยนตร์จะต้องปิดตัวก็รู้สึกใจหายนิดๆ – พอมีโอกาสได้เดินทางกลับไปที่นั้น ก็หาโอกาสขับรถไปเยือนไว้อาลัย ในอีกสิ่งที่หายไปในชีวิต ยังดีที่เขายังไม่ได้ทุบไปหรือดัดแปลงเป็นอย่างอื่น ปิดทิ้งไว้เฉยๆ ผมจอดรถลงเดินเล่นไปรอบๆ จำได้ว่า ที่นั้นเคยนั่งอ่านการ์ตูนรอหนังฉาย / กรอบที่ใส่ใบปิดที่ผมเคยหัดสะกดชื่อดาราฝรั่ง / ซุ้มขายขนมวางตรงนี้ / จอดรถจักรยานไว้ตรงโน้น – เดินคิดอยู่ราว 15 นาที ในหัวก็มีภาพในอดีตปรากฎมาเรื่อยๆ

ห้องขายตั๋วและบรรยากาศหน้าโรงที่เหมือนกันมากกับโรงหนังวัยเด็กของผม

ยังจำป้าขายตั๋วที่จำหน้าของผมที่ไปซื้อตั๋ว”ขุมทรัพย์สุดขอบฟ้า” หรือ “โหด เลว ดี”เป็นรอบที่สองก็บอกลุงเดินตั๋วว่าให้ดูฟรีละกันรอบนี้ – ลุงเดินตั๋วที่บางครั้งก็บอกว่าตั๋ว 15 บาทน่ะจะทำให้สายตาเสีย แล้วก็พาผมไปนั่งที่ราคา 20 บาทซะ หรือบางทีก็ทำเป็นไม่เห็นเมื่อผมกับเพื่อนแอบย่องๆไปเข้าห้องเสียงในฟิลม์เมื่อเห็นว่าหนังฝรั่งเรื่องนั้นมีบรรยายไทยแถมมา – เจ๊ขายขนมที่ชอบคุยเล่นกับเด็กๆและถ้าซื้อไอติมหรือสายไหมจะหยิบลูกอมแถมให้ 2-3 เม็ดทุกครั้งไป

 

ที่ต้องลุ้นกันหนักหน่อยก็พี่คนขายไอสครีมโฟร์โมดท์ที่บางที่ก็มาบางทีก็หาย (ไอติมยักษ์คู่ครับ หนึ่งแท่งหักกินคนละครึ่งกับเพื่อน) อ้อ โรงหนังต่างจังหวัดมีหน้าที่อีกอย่างคือเป็นโรงแสดงคอนเสริตร์ด้วยนะ ผมจำได้ว่าจ่ายค่าตั๋ว 20 บาทสำหรับดูวงเฉลียงเล่นรอบหัวค่ำและอีกครั้งดูน้าหมู พงษ์เทพ กระโดนชำนาญ มาเดี่ยวกีต้าร์ให้ฟังในราคาเดียวกัน

หญิงชรามาดูหนังรอบสุดท้ายลำพัง

หญิงชรามาดูหนังรอบสุดท้ายลำพัง

ยิ่งวันไหนที่หนังใหญ่ๆ ดังๆ มาฉาย อย่าง คนเหล็ก 2029 หรือ บุญชูผู้น่ารัก จะสนุกสนานครึกครึ้นมากครับ คนจะมายืนออกันเต็มหน้าโรง เห็นอาแป๊ะเจ้าของโรงยืนตะโกนให้คนงานขนเก้าอี้เสริมหลังรถปิกอัฟ ไปวางเรียงตามข้างทางเดินเข้าที่นั่ง (10 บาทครับ – ค่าดูเก้าอี้เสริม) ส่วนเด็กๆน่ะเหรอ แกบอกให้ไปนั่งดูตรงทางช่องกลางทางเดินระหว่างที่นั่งสองฝาก งานนี้ดูฟรีนะครับ

ความรู้สึกแบบนี้เด็กรุ่นหลังๆจะหาเจอกันยากหน่อย อาจถึงขั้นหาไม่ได้เลยจากโรงซีนีมัลติแพล็คทั้งหลาย

ในหนังซีนจบ ทุกคนเดินออกมา ชายแก่ที่เฝ้าโรงหนังทักทายกับลูกค้าที่ชราพอๆกันที่เดินจูงหลานชายออกมา ด้วยถ้อยคำเรียบๆ สองสามคำ แต่ก็ทำให้ผมรู้ว่าพวกเขาน่ะใจหายกันแค่ไหน 

“ไม่เจอกันนานนะครับ อาจารย์” - เจ้าของโรงทักทายอย่างคุ้นเคย
“ทุกอย่างเรียบร้อยแล้วใช่ไหม” คุณปู่ตอบ

ก่อนเจ้าของโรงจะถอนหายใจแล้วพูดตอบว่า “ทุกวันนี้ ไม่มีใครเขาดูหนังโรงแบบนี้อีกแล้วล่ะครับ”

หนังจบก็จบเรื่อง พอคุณตา คุณปู่ร่ำลากัน ก็แค่นี้จริงๆ ปิดประตู ปิดไฟ เจ๊คนดูแลก็เดินตากฝนปรอยๆกลับบ้านพร้อมกับเพลงประกอบเศร้าๆ (ผมฟังจีนไม่ออก อ่านคำแปลจากซับอังกฤษเพลงพูดถึงดอกไม้ที่ต้องโรยราหรืออะไรซักอย่างทำนองนั้น)

ผมเองนั่งคิดๆอะไรหลายอย่างตรงบันไดทางเดินขึ้นชั้นบนโรงหนัง จะว่าไปเจ้าหลานๆผมหลายคนกำลังโต เคยแต่พามันไปดูโรงบนห้างฯ คิดเหมือนกันว่าถ้าได้มาเที่ยวกันแถวนี้จะพามาดูโรงแบบนี้สักครั้ง แต่ก็พลัดวันประกันพรุ่งเรื่อยมา ถึงตอนนี้ก็ได้แต่นั่งตำหนิตัวเองอยู่   

ซีนประทับใจของผมในหนังเรื่องนี้ ก็อยู่ที่ลุงแก่ๆ (ที่ถูกเรียกว่าอาจารย์) นั่งน้ำตาคลอตอนจะจบเรื่องล่ะ – คงเป็นความรู้สึกบรรยายยากนะ สิ่งๆหนึ่งที่ลุงแกผูกพันกันมานานจะจบสิ้นไปในวันนี้แล้ว - ผมเองก็ไม่ได้อินถึงขั้นลุงหรอกนะครับ – แต่ก็พอเข้าใจน่ะ…….

เป็นอีกอย่างหนึ่งที่จากกันไปแล้วและคงจะไม่มีโอกาสจะได้เจอกันอีก 

21 – เซียนแท้ต้องไม่แพ้ใจ

•กันยายน 7, 2009 • ให้ความเห็น

หลักการแรกเลยนะ – ถ้ากระโดดเข้าไปในวงไพ่แล้ว สามสิบนาทีผ่านไปคุณยังไม่รู้ว่าใครในวงเป็นหมู …… พึงรู้ไว้ซะว่าคุณนั่นแหละ กำลังเป็นหมูให้เขาเชือด…(จากหนังเรื่อง Rounder)

21 – เป็นหนังที่ผมรู้สึกชอบและสนุกดี บางอย่างในหนังอาจจะกระโดดไปบ้าง ไม่ค่อยลงตัวในหลายๆจุด แต่ผมชอบประเด็นและบทสรุปของหนังที่สื่อออกมา (แถมหนังเกี่ยวกับเซียนไพ่แบบนี้หายไปไม่รู้ตั้งนาน จึงพอหายคิดถึงได้บ้าง) 

หนังพูดถึงเรื่องของ เบน แคมแบล นักศึกษาหัวดีทางเลขและคำนวณระดับเกรด 4.00 ที่ต้องการจะเข้าเรียนหมอที่ฮาวาร์ท โอกาสได้ทุนน้อยมาก จะเรียนเองก็ยังขาดเงินอยู่ 3 แสนเหรียญ และเบนได้รู้จักกับ มิกกี้ โรซ่า อาจารย์สอนคณิตศาสตร์ที่ประทับใจเบนตั้งแต่แรกเห็นและชวนกันให้เข้ามาในทีม – ทีมคนเก่งเลขที่เขาจัดขึ้นสำหรับตั้งทีมคำนวณเลขและความน่าจะเป็น เพื่อไปเล่นแบล็คแจ๊คที่ลาสเวกัส

แบล็คแจ๊ค บ้านเราเรียกว่า ป๊อก 21 – คิดว่าคงพอรู้จักกัน แต่ของบ่อนฝรั่งจะต่างกับเมืองไทยคือมีแยกไพ่ได้ และมีเพิ่มเงินเดิมพันได้ (เรียกว่าดับเบิ้ล) และสามารถขอยอมแพ้ก่อนได้โดยเสียเงินที่วางไว้ครึ่งเดียว

ผมเองก็เฉียดๆจะเป็นเซียนเพราะเคยเล่นแบบนี้ตั้งแต่เด็กๆเล่นเอาสติ๊กเกอร์แทนเงินกับเพื่อน ดูเรื่องนี้แล้วก็นึกถึงตอนไปมั่วสุมกับพวกเซียนไพ่อยู่พักหนึ่งสมัยวัยรุ่น

มาเล่นกินเงินจริงๆตอน ม.ปลาย (แรกสุดก็เดิมพันกันตาละบาทถึง 5 บาท ) แต่ตอนเข้ากลุ่มเล่นเดิมพันเป็นเกมละร้อยน่ะตอนเรียนมหาลัย และใช้เงินซื้อชิปในบ่อนใหญ่ – เคยเล่นตั้งแต่ในห้องเรียน (ให้เพื่อนดูต้นทาง) / ห้องน้ำโรงเรียน / หอพักของเพื่อนฝูง / เพื่อนชวนเข้าบ่อนใหญ่ และ คาสิโนประเทศเพื่อนบ้าน (ล่าสุดคาสิโนที่อ่าวฮาลองที่เวียดนาม)

บ่อนและคาสิโนทุกๆทีมีกติกาเหมือนกันคือ ห้ามเอากล้องถ่ายรูปเข้าไปไม่ว่ากรณีใดใดทั้งสิ้น

จริงๆแล้ว ป๊อก 21 น่ะได้เสียไม่ถึงใจ – พวกผมลองหัดเล่นเป็นตั้งแต่ รัมมี่ /ป๊อกเด้ง 8-9 / ไพ่ตีแตก / เก้าเก – ทั้งหมดนี้พอป๋ารู้ก็ไม่ชอบใจเลย บอกว่าไม่ใช่เพราะไปริเล่นไพ่ (อันนั้นมีส่วนนิดๆ)  แต่ป๋าบ่นว่าพยายามสอนไพ่นกกระจอกให้แต่ไอ้ลูกคนนี้ไม่ยอมเรียน ดันไปหัดเล่นไพ่อื่น

ตอนเรียนมหาลัยส่วนใหญ่จะไปเล่นกันคอนโดเพื่อน ในห้องเล็กๆ รมไปด้วยควันบุหรี่ (จนผมต้องถอดเสื้อไว้ที่ระเบียงไม่งั้นกลิ่นจะติดเสื้อ) ไม่มีทางระบายเพราะต้องปิดหน้าต่างเก็บเสียง – ไม่มีใครสนใจอะไรทั้งนั้น – บางคนไม่สนแม้จะกินอาหารเย็น – พวกนี้สนกันแต่ตัวเลขบนไพ่แต่ใบที่จั่วกันได้เท่านั้น

ที่สำคัญคือไอ้ที่เล่นเสียก็เสียไป แต่ที่ได้มาน่ะ มันก็ไม่ได้เก็บเข้าพกเข้าห่อหรอกนะ ผมก็เห็นพวกมันเอาไปเที่ยวบ้าง ซื้อของใช้เสื้อผ้าแพงๆบ้าง ซื้อเหล้านอกมาดื่มบ้าง เรียกว่าเงินมาง่ายมันก็ไปง่าย  มันก็เป็นช่วงหนึ่งของชีวิตที่อยากลองอะไรให้มันมากที่สุด และทุกครั้งที่โดดลงวงไพ่ผมก็มีกติกาของตัวเองอยู่เสมอ

มุมกล้องนี้ดี พวกเขากำลังโปรยเงินที่เล่นได้

ในหนังเรื่อง 21 – เบนขาดเงินอยู่ 300000 เหรียญ ด้วยการวางแผนที่ดีจากมิคกี้และทีมงาน เขาสามารถทำเงินได้อย่างรวดเร็ว และก็เหมือนกับเงินที่ได้มาง่ายๆทั่วไป แม้ส่วนหนึ่งเขาจะเก็บไว้ได้ แต่อีกส่วนหนึ่งก็หมดไปกับของต่างๆที่ไม่จำเป็น ตั้งแต่เสื้อผ้าหรูหราไปจนถึงการเที่ยวคลับชั้นสูงอย่างพวกไฮโซ

หนังเดินเรื่องแบบ rise and fall – ค่อนเรื่องแรกทำให้เราเห็นแต่ด้านที่ดูง่ายๆ สบายๆ ของการนับไพ่และเล่นได้เงิน พวกเขาพักโรงแรมชั้นหนึ่ง / อาบแดด / แต่งตัวหรูหรา / ช๊อปปิ้ง / กินอาหารดีๆ / มีสาวๆล้อมรอบ – ก่อนหนังจะกระชากมาสู่ความจริงช่วงค่อนหลังเมื่อผีการพนันเข้าสิง เบนเริ่มลืมกติกาที่เขาและมิคกี้ตั้งเอาไว้และเสียไพ่จำนวนมหาศาล – เมื่อริจะทำงานเอง ก็ถูกจับได้ว่าเล่นนับไพ่ 

และหนังก็บอกกับผมและคนดูทุกๆคนว่า เมื่อทำพลาดและอวดดี มันก็มีราคาที่ต้องจ่ายคืนอย่างแพง และในวงการพนันก็ไม่มีคำว่ามิตรภาพและน้ำใจเท่ากับผลประโยชน์ต่างตอบแทน

หนังอ้างอิงจากเรื่องจริงที่เคยพิมพ์เป็นหนังสือเรื่อง Bringing Down the House ด้านการแสดงทำได้ดีนะ ทุกๆคนเล่นใช้ได้โดยเฉพาะ  Jim Sturgess ที่เล่นเป็นดารานำเกือบจะคนเดียวทั้งเรื่องก็ทำให้คนดูเชื่อในบุคลิก(โดยเฉพาะท่าทางฉลาดเฉลียว) และดาราประกอบอย่าง Kevin Spacey ก็เล่นเป็นมิกกี้ได้น่ากระทืบในความหลงตัวเองและไร้น้ำใจ แถม Laurence Fishburne มารับบทประกอบเล็กๆเป็นนักจับโกงไพ่คู่ปรับเก่าของมิกกี้

เวลาเล่นไพ่เขาให้ดูว่าใครหมูที่สุด แต่ถ้าดูไม่ออก ก็ต้องยิ่งเล่นให้ระมัดระวังมากๆ – กำหนดเงินไว้ชัดเจนแน่นอน ผมเองถ้าจะเล่นก็กันไว้เลยสมัยเรียนก็ 1 พัน สองพัน ว่ากันไป หมดเมื่อไรลุกเมื่อนั้น (ล่าสุดที่อ่าวฮาลองแลก 200 เหรียญ ตอนเลิกมี 240 กว่าเหรียญ) – แต่ก็นั้นแหละ ถึงเวลามันก็อดไม่ได้หมดแล้วยังขอยืมเพื่อนเล่นต่อก็มีครั้งสองครั้ง

 

sometimes people give in to their emotions – you will not  – มิกกี้ก็ตักเตือนเบนเอาไว้เช่นนี้ แต่ถึงเวลาบนโต๊ะพนันจริงๆ เบนก็คุมตัวเองเอาไว้ไม่อยู๋

วงไพ่แต่ละวงก็มีมารยาทต่างๆกัน แต่ในแวดวงพวกผม พวกเราจะตกลงกันว่าเวลาเล่นได้จะไม่ลุกจนกว่าคนอื่นๆจะเสียหมดและเลิกราไปเอง ทำให้บางทีไปจบเอาใกล้เวลาพระทำวัตรเช้าบ่อยๆ ผมเองเคยเป็นทั้งผู้ชนะ (ยอดกินเพื่อนๆสูงสุด 6000 บาท สมัยเรียนมหาลัย  และมันก็หมดไปง่ายๆอย่างที่บอก) คราวแพ้มีเสียบ้าง ถึงโดยรวมจะได้มากกว่าเสียก็เถอะ

ในหนังเบนเจอบทเรียนที่เจ็บปวดเมื่อหลงเข้าไปพัวพันกับการเล่นได้เสีย ถึงเงินได้มาจากมากในคราวแรก แต่เมื่อถึงจังหวะจะเสียที เขาโดนทั้งรุมซ้อมและเงินที่เก็บหามาก็หมดไปจนแทบจะไม่เหลือ

ตอนเริ่มเดินเข้าวง อาจจะแค่คิดว่าสนุกๆ หรือมั่นใจว่าตัวเองฉลาดกว่าผู้อื่น แต่ถึงที่สุดแล้ว การพนันไม่เคยจริงใจกับใคร ผมเองก็ไม่เคยเจอเพื่อนจริงๆในวงพนันเลย ทุกคนจ้องจะกินกันทั้งนั้น และผลกระทบที่ส่วนใหญ่เจอกันก็มีทั้งสอบไม่ผ่าน ต้องเอารถ เอาทองไปแอบขาย (บางคนยกทีวีไปขายเอามาเงินมาเล่นแก้ตัว) กลายเป็นคนมีแต่หนี้ ฯลฯ ยื่งริเดินเข้าวงใหญ่บ่อนใหญ่ ยิ่งหาทางกลับไม่เจอ

แต่ผมก็รู้สึกว่าเป็นอีกช่วงชีวิตที่สนุกดี และโชคดีที่ยังมีเพื่อนดีๆอีกหลายคนพยายามชวนออกมาเสีย ประกอบกับเห็นตัวอย่างความหายนะชัดเจนของหลายๆคน  หลังจากลองไปคบหาพวกเซียนไพ่แบบจริงๆจังๆราวๆ 6 เดือน เมื่อถึงเวลาผมก็เดินออกมาจากกลุ่ม เลิกเล่นแบบนั้นอีกเด็ดขาด – เอาเวลาไปทำกิจกรรมมหาลัยหรือไปดูหนังกับฟังเพลงตามเดิม

แต่ก็นั่นแหละ ยังเห็นคนที่เดินลึกเข้าไปเรื่อยๆก็มี บางคนไม่หยุดแค่วงไพ่ ไปต่อตู้สล๊อท ตู้ม้า เข้าบ่อนใหญ่เต็มตัว พวกนี้บางคนก็เรียนไม่จบ บางคนตอนนี้ก็แทบไม่มีอะไรเหลือ

ใจแข็งยังไง เซียนแค่ไหนก็เถอะ ผีพนันมันเข้าสิงเมื่อไรก็ลืมตัวกันง่ายๆทุกคนล่ะครับ

 

we ‘re counting cards – we ‘re not gambling – พวกเรานับไพ่กัน ไม่ใช่นักพนัน มิกกี้ก็บอกกับเบนอย่างนั้น แต่วงพนันก็คือนักพนัน เอาเข้าจริงๆมิกกี้ก็อดใจอะไรบางอย่างไม่ได้ และทำให้แผนย้อนเกล็ดเอาคืนของเบน (ที่วางไว้สองสามชั้น) ได้ผลเกินคุ้ม

หนังแตกต่างจากหนังสือเรื่อง Bringing Down the House พอสมควร (ในหนังสือรู้สึกว่าพวกเขาจะเลิกรากันไปเอง) หนังได้คำชมแบบกลางๆ แต่ผมว่าตัวผู้กำกับ Robert Luketic ก็เดินเรื่องได้สนุกดี ดูลุ้นไปได้เพลินๆไปจนจบ ที่เด่นสำหรับผมคือ ตัวบทที่ถึงเรื่องราวดูแปลกใหม่บางส่วนและก็มีประเด็นที่เข้าท่า และภาคการแสดงที่เลือกคนมาเล่นได้ดีทุกคน

หนังก็จบได้ค่อนข้างสวยและมีหักมุมเฉือนคมกันเล็กน้อยตามธรรมเนียม พอให้รำลึกถึงหนังทำนองนี้ และบทสรุปมันก็เหมือนกับที่ผมเคยประสบมากับตัวเองอยู่บ้างนะ

คือถึงเวลา คนที่จะเดินมาช่วยเหลือแก้ปัญหา ไม่ใช่คนในแวดวงพนันหรอก เป็นเพื่อนวงนอกที่คอยเป็นห่วงอยู่ห่างๆ….

ปล.ชื่อเอนทรี่เอามาจากชื่อหนังเกี่ยวกับเซียนไพ่สมัยก่อนน่ะ ไม่ได้คิดเอง ผมจำได้ว่าชอบชื่อหนังเรื่องนี้มากๆ ฮ่าฮ่า

The Great Dictator – อย่าฟังคนบ้า จะพาไปตาย

•กันยายน 4, 2009 • ให้ความเห็น

แชปลินกับฮิตเลอร์เกิดในสัปดาห์เดียวกัน แชปลินแก่กว่าฮิตเลอร์ 4 วันเท่านั้น (Chaplin – 16 April 1889 / Hitler 20 April 1889)

เคยอ่านหนังสือเจอว่า ในงานเลี้ยงแห่งหนึ่ง ชาร์ลี แชปลิน คุยกับ ดั๊กลาส แฟร์แบ๊งค์ เรื่องการเมือง บทสรุปสุดท้ายหลังจากที่ทั้งคู่เป็นกังวลกับเหตุการณ์ในเยอรมันและยุโรปตอนนั้น (1938) แฟร์แบ๊งค์ พูดอย่างเมาๆกับ แชปลินว่า – “มันขโมยหนวดแกไป ไอ้ฮิตเลอร์น่ะ มันเอาหนวดแกไป”

great-dictator

นั่นเป็นจุดแรกที่ทำให้แชปลินคิดจะทำหนังล้อเลียนตอบโต้ฮิตเลอร์ จนอีกสองปีต่อมามันกลายเป็นเรื่อง The Great Dictator

หนังเสียงเกิดขึ้นครั้งแรกในปลายๆยุค 1920 จนต้นปี 1930 เป็นต้นมาใครๆก็พากันทำหนังเสียงคงมีแต่ แชปลิน ผู้ยิ่งใหญ่ในวงการภาพยนตร์ตอนนั้นที่ไม่ได้ยอมรับ หนังสองเรื่องของเขาในยุค 30 คือ City Light และ Modern Times ก็ไม่มีบทพูดของตัวละคร เนื่องจากแชปลินเห็นว่ามันจะทำให้เสียเป้าหมาย ที่สำคัญคือรูปแบบการแสดงแบบละครใบ้ที่เขาหลงไหลอยู่ตลอดชีวิต

แชปลินในขณะนั้นถึงเป็นมหาเศรษฐีแต่ก็มีปัญหาอย่างหนักเรื่องทัศนคติทางการเมือง โดยเฉพาะเขากำลังถูกจับตามองจากรัฐบาลอเมริกาในข้อหาฝักใผ่ลัทธิคอมมิวนิสต์

Sydney พี่ชายของเขาที่เป็นผู้จัดการส่วนตัวของแชปลินถึงกับขว้างบทร่างของเขาทิ้งพร้อมทั้งบอกว่า “แกต้องไม่ยุ่งกับเรื่องแบบนี้” แต่แชปลินตอบง่ายๆว่า “แกบอกให้ฉันทำหนังเสียงมาตลอดสิบปี ก็ฉันกำลังทำอยู่นี่ไง”

ซิดนี่ย์ไม่เห็นด้วยเพราะขณะนั้นสถานทางการเมืองของแชปลินไม่ดีเท่าไร และคนอเมริกันกว่า 80 % ไม่เห็นด้วยที่จะเข้าไปยุ่งกับสงครามที่ยุโรป

ช่วงขณะนั้น ยุโรปกำลังวุ่นวายอย่างหนัก ประชาธิปไตยถูกตั้งคำถามจากหลายๆประเทศ โดยเฉพาะเยอรมันที่หลังจาการเลือกตั้งหลายครั้ง พรรคนาซี National Socialist German Workers Party ได้รับเสียงข้างมากในที่สุด เนื่องจากภาวะตอนนั้นเยอรมัน มีปัญหาในทุกๆด้าน เศรษฐกิจตกต่ำ / คนว่างงาน / สไตร์หยุดงาน / นักศึกษาเดินขบวน / เงินเฟ้อ / ภาวะไร้ระเบียบทางสังคม

ฮิตเลอร์ประกาศตัวเป็นฮีโร่ ภายใต้นโยบายคลั่งชาติ (เกลียดยิว) / ใช้ความรุนแรงเด็ดขาด / ประชานิยม นอกจากจะได้คะแนนอย่างท่วมท้นจนแก้รัฐธรรมนูญให้เป็น “ท่านผู้นำตลอดกาล” ได้ เขายังเสมือนวีรบุรุษของคนอีกหลายล้านคน

แชปลินใช้เวลาสร้างภาพยนตร์ The Great Dictator ราวๆปีเศษ ในช่วงปี 1939 ที่เขาสร้าง ฮิตเลอร์เริ่มมีนโยบายกักบริเวณชาวยิว ร่วมมือกับมุสโสลินีบุกออสเตเรีย และทำท่าจะประกาศสงครามกับฝรั่งเศส

นับว่าเป็นความเสี่ยงอย่างมากในขณะนั้น นอกจากเรื่องเนื้อหาแล้ว ยังเป็นครั้งแรกที่โลกจะได้ยินเสียงจริงๆของแชปลินและเป็นครั้งแรกที่แชปลินจะไม่ใส่ชุด “คนพเนจร” บนจอภาพยนตร์

The Great Dictator – ใช้ตัวละครชื่อ Adenoid Hynkel ผู้นำตลอดกาลแห่งรัฐโทมาเนีย ผู้นำที่บ้าคลั่งอำนาจและสงครามและมีความฝันสูงสุดคือการที่จะได้ครองโลก โดยเดินเรื่องคู่ไปกับ ช่างตัดผมชาวยิว (ที่หน้าตาเหมือนกันกับฮิงเกล) ที่เคยไปออกรบในสงครามโลกครั้งที่หนึ่งและเมื่อกลับมาก็ป่วยอยู่ในโรงพยาบาลโรคจิตนับสิบปี จนเมื่อออกมาจากโรงพยาบาล ก้พบว่าบ้านเมืองของเขาภายใต้การปกครองของ ฮิงเกล ไม่ได้เหมือนเดิมอีกต่อไป

ชาร์ล แชปลิน เล่นทั้งสองบท โดยกำหนดให้ท้ายเรื่อง ช่างตัดผมชาวยิว จะได้ขึ้นปราศรัยต่อประชาชนและทหารในการที่สามารถรุกรานประเทศอื่นได้สำเร็จ

หลายซีนในหนังเหมือนจะทำนายสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นจากการปลุกระดมของฮิตเลอร์ ตั้งแต่การจัดตั้งกองกำลังอาสาสมัครเพื่อแบ่งแยกประชาชน / การนำเอาสีไปเขียนคำว่า JEW ไว้หน้าบ้านของคนยิว / การปราศรัยเพื่อปลุกระดม / และที่สำคัญที่สุดคือ การประกาศลัทธิฟาสซิสต์ร่วมกับมุสโสลินี่ในอันที่จะครองโลก
หนังออกฉายเกือบจะพร้อมๆกับการประกาศสงครามโลกครั้งที่สองที่ยุโรป (1940) และต่อมาอีก 6 ปี โลกก็พบว่าสิ่งที่แชปลินบอกไว้ในภาพยนตร์ของเขา เป็นประมาณการขั้นต่ำเท่านั้น

ทำไมคนพวกนั้นถึงเชื่อถือมันนักหนา ไอ้นั้นมันโรคจิตชัดชัด มันเป็นคนบ้า ทำไมคนเป็นล้านๆถึงนับถือมัน” – แชปลิน บอกเหตุผลให้กับแฟร์แบ๊งค์เพื่อนรัก ในการที่เขาจะทำให้ฮิตเลอร์กลายเป็นตัวตลกแบบสุดๆ อย่างที่ใครก็คาดไม่ถึง

ตลอดทั้งเรื่องเราจะเห็นจอมพล Adenoid Hynkel พูดจาราวกับเป็นคนโรคประสาท การตัดสินใจทางการเมืองก็บ้าๆบอๆ มีแต่คนคอยประจบประแจง บ้าอำนาจ ทั้งตัวเขาและผู้นำประเทศเพื่อนบ้านอย่าง Benzino Napaloni (เข้าใจว่าล้อเลียนมุโสลินี) ที่มีอาการบ้าบอไม่น้อยไปกว่ากัน

แชปลินเย้ยหยันถึงที่สุดในเชิงขำขันโดยเฉพาะซีนที่ ฮิงเกล เต้นรำกับลูกโลกที่เป็นฉากอมตะตลอดกาล

ผมคิดว่าแชปลินคงพยายามจะบอกถึงคนทั้งโลกว่า การกระทำต่างๆของคนอย่างฮิตเลอร์ เป็นเรื่องของคนบ้าอย่างแท้จริง ทุกคำสั่ง / คำปราศรัย (ที่อาแต่ตะคอกใส่ลำโพง) / ท่าแสดงความเคารพ – มันเป็นเรื่องที่คนสติดีๆดูแล้วควรจะขบขัน ไม่ใช่ไปเชื่อฟังมันราวกับพระเจ้าเช่นนั้น

ซึ่งก็แทบไม่ต่างกันกับเหตุการณ์บ้านเมืองของเราวันสองวันนี้ ที่คนไปฟังคำพูดบ้าๆบอๆของคนบางคนราวกับเป็นเทพผู้มาโปรด
แชปลินใช้เวลาเกือบทั้งหมดผ่านสองตัวละคร (ที่เขาเองเล่นทั้งสองบท) แสดงให้เห็นถึงความทุกข์ยากของช่างตัดผมชาวยิวในสาพบ้านเมืองแบ่งแยก และตัวจอมเผด็จการที่บ้าหลุดโลก ก่อนจะให้ฮิงเกลประสบอุบัติเหตุตกน้ำ และช่างตัดผมที่พยายามหนีออกนอกประเทศถูกเข้าใจผิดว่าเขาคือ”ท่านผู้นำ”

ซีนสุดท้าย – ช่างตัดผมได้ขึ้นปราศรัย แชปลินได้ใช้เวลานั้นประกาศแนวคิดทางการเมืองของเขา ผ่านตัวละครโดยน้ำเสียงที่ไม่ใช่ทั้งบทช่างตัดผมและจอมเผด็จการ

แต่กระนั้นก็ทำให้ถูกวิจารณ์อย่างหนัก ส่วนหนึ่งบอกว่าแชปลินพูดด้วยน้ำเสียงที่อ่อนเบาไร้พลัง สู้ฮิตเลอร์(หรือน้ำเสียงขณะที่เขาแสดงเป็นฮิงเกล)ไม่ได้ อีกส่วนหนึ่งมุ่งประเด็นไปที่เนื้อหาที่ออกไปทางเสรีนิยมจนเกินไป เกือบๆจะเหมือนพวกคอมมิวนิสต์

ผมคิดว่าแชปลินเองก็ตั้งใจจะเอาแนวคิดของตนเองไปเปรียบกับฮิตเลอร์ (หรือทัศนคติทางการเมืองตอนนั้น) เขาต้องการบอกความคิดตัวเอง ไม่ใช่เร้าอารมณ์เพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง เขาต้องการเสนอแนวทางเพื่อแก้ไขปัญหาของโลกในขณะนั้น

เมื่อหนังออกฉายมีพวกหัวเอียงขวาบางกลุ่มต่อต้านสุทรพจน์ท้ายเรื่องอย่างมาก บางโรงถูกเผา บางรอบถูกผู้ชมเอาสิ่งของขว้างปารูปแชปลินบนจอภาพยนตร์

“ขอประทานโทษ ผมไม่อยากเป็นจักรพรรดิ์ ไม่อยากปกครองหรือพิชิตใครทั้งนั้น ถ้าเป็นได้ผมต้องการช่วยเหลือทุกคน / ยิว คนต่างศาสนา / คนดำ / คนขาว – เราต่างก็ต้องการช่วยเหลือกันทั้งนั้น เราต่างก็อยากแบ่งปันความสุขให้กัน ไม่อยากสร้างทุกข์ให้อีกฝ่าย เราไม่ควรเกลียดชังหรือดูถูกคนอื่น โลกนี้มีที่มากพอสำหรับทุกคน โลกใบนี้ยังอุดมสมบูรณ์พอสำหรับทุกคน”

“ความโลภทำให้วิญญาณมนุษย์ชาติทำลาย ทำให้โลกเกลียดกัน นำเราเข้าสู่การฆ่าฟันและความทุกข์ทรมาน”

- ประสบความสำเร็จอย่างดีด้านรายได้ แต่รายละเอียดของมันทำให้แชปลินกลายเป็นตัวอันตรายของรัฐบาลและพวกหัวเอียงขวากลุ่มหนึ่งทันที คุณค่าที่แฝงอยู่ในหนังเรื่องนี้ค่อยๆปรากฎออกมาในอนาคต แม้จนปัจุบันนี้ก็ยังนำมาดูได้อย่างทันสมัย

การใช้คำพูดและสื่อทางการตลาดเพื่อให้คนหลงไหลและเชื่อมั่นในตัวบุคคลราวกับพระเจ้าอย่างหูมืด ตามัว ทำให้ได้ผลประโยชน์ทางการเมืองก็จริง แต่ระยะยาวคือความเสียหายที่ประชาชนจะต้องมาปะทะฆาฟันกัน – “ท่านผู้นำ” ทุกยุคทุกสมัยได้นำผู้คนไปตายเพื่อผลประโยชน์ตนเองเท่านั้น

ช่างตัดผมชาวยิวหรือแชปลิน สรุปไว้ว่า

“ทหารและประชาชนทั้งหลายจงมีสติและความคิด และอย่าได้เดินตามคนที่บ้า อย่ายอมคนที่ไม่เป็นคน มนุษย์ที่เป็นเครื่องจักร ใจเป็นเครื่องจักร พวกท่านไม่ใช่เครื่องจักร พวกท่านไม่ใช่วัวควาย พวกท่านเป็นมนุษย์”

The Great Dictator เป็นหนังดีที่สุดตลอดกาลเรื่องหนึ่ง เป็นอัจริยะของแชปลินอย่างแท้จริง ที่น่าจะหามาดูกันสักครั้ง….

หลังจากปลุกระดมย่อยๆมาหลายจุด ถึงที่สุดทักษิณและพรรคพวกก็พาประชาชนมาบนถนนอีกครั้ง

ผมเคารพทุกคนที่ออกมาเรียกร้องสิ่งที่ตัวเองเชื่อถือโดยบริสุทธิ์ใจและเชื่อว่าในกลุ่มเสื้อแดงก็ย่อมจะมีคนเช่นนั้น อย่างไรก็ตาม การปลุกระดมมวลชนด้วยความเกลียดชังและลัทธิเชิดชูตัวบุคคลไม่เคยส่งผลระยะยาวในทางบวก มันจะนำมาซึ่งความเสียหายและการปะทะกันอย่างแน่นอน และคนที่เจ็บปวดเดือดร้อนก็คือประชาชนเดินดินทั้วๆไป ไม่ใช่ท่านผู้นำหรือบรรดาจ่าฝูงทั้งหลาย

ไม่มีใครฟังแชปลิน และแทบไม่มีใครเชื่อว่าไอ้คนบ้าที่ขโมยหนวดของเขาไปจะทำให้โลกบอบช้ำมากที่สุด หลังจาก The Great Dictator ออกฉายเพียงแค่ 5 ปี

และหลังจากคืนนี้เวลาทุ่มเศษที่ทักษิณจะโฟนอินปลุกระดม ไม่มีใครประเมินได้ว่าประเทศไทยจะเสียหายถึงระดับใด

ได้แต่หวังว่าคงไม่มีใครเชื่อใดคำพูดของคนบ้า จนต้องมาเสียเลือดเสียเนื้อกันเองอีกก็แล้วกัน

The Wrestler – ชีวิตกับการแสดง…

•กันยายน 2, 2009 • ให้ความเห็น

ภาพยนตร์เรื่อง The Wrestler ทำให้ผมเปลี่ยนทัศนคติในทางลบที่มีให้กับกีฬาและคนคนหนึ่งให้หายไปอย่างสิ้นเชิง

อย่างแรกคือกีฬามวยปล้ำและอย่างที่สองคือดาราภาพยนตร์ที่ชื่อ Mickey Rourke

กีฬามวยปล้ำถือว่าเป็นเอกลักษณ์ที่ไม่มีใครเหมือน ตัวมันเองและตัวผู้เล่นไม่เคยได้รับความนิยมอย่างบ้าคลั่งในประเทศอื่นนอกจาก อเมริกาและญี่ปุ่น แม้กระนั้นในเมืองไทยของเราก็มีกลุ่มหนึ่งที่กีฬาประเภทนี้เป็นที่ชื่นชอบ ผมจำได้ว่าตอนเด็กๆชั้นประถม มีรายการทีวีนำเอามวยปล้ำญี่ปุ่นมาฉายโชว์ทุกสัปดาห์ และผมก็เคยนั่งดูหลายครั้ง

จำได้คนเดียวคือนักมวยปล้ำชื่อ ดัม มัสสึโมโตะ โด่งดังเอามากๆ ก่อนที่ความนิยมมวยปล้ำจะลดลงเหลือแค่เฉพาะกลุ่มเช่นเคย – สาเหตุที่ผมเลิกดูมวยปล้ำเพราะไปหลงไหลกีฬาฟุตบอลแทน แต่ที่สำคัญคือได้รับข้อมูลจากญาติรุ่นพี่คนหนึ่งว่าไอ้ที่สู้กันอยู่บนเวทีนั้น มันไม่ใช่สู้กันจริงๆ แต่มันเป็นการแสดงทั้งนั้น

ตอนนั้นยังเด็กเลยรู้สึกว่าถูกหลอกและเลิกดูไป ตอนหลังๆเลยไม่ได้สนใจกีฬาชนิดนี้เลย

Mickey Rourke เป็นนักแสดงที่ผมไม่ชอบเท่าไร เพราะผมรู้สึกไปเองว่าเขาแสดงหนังไม่เก่ง มีแต่วางมาดแบบแมนๆเท่ห์ๆ และยังมีเรื่องราวนอกจอที่พอได้ยินแล้วก็รู้สึกแปลกๆ (เช่น เคยหนีกองถ่ายไปชกมวยหาลำไพ่พิเศษเป็นต้น)

The Wrestler – เป็นชื่อเรื่องที่หมายถึงนักมวยปล้ำและนักแสดงนำที่ชื่อ มิคกี้ โรท ไม่ได้มีส่วนทำให้ผมอยากดูหนังเรื่องนี้เลย แต่ชื่อผู้กำกับ Darren Aronofskyต่างหากที่ทำให้ผมซื้อมันมาดู

Darren Aronofsky ที่ผมไม่เคยผิดหวังในฝีมือกำกับภาพยนตร์ เขาทำให้ทึ่งมากๆ อย่างที่ผมเคยเขียนถึงงานของเขาเรื่อง PI แล้ว ยังทำให้หลอนแบบใจขาดใน Requiem for a Dream และงงจนบอกใครไม่ได้ใน The Fountain และในหนังนักมวยปล้ำนี้ก็ทำเอาผมน้ำตาซึมในบทสรุปซีนสุดท้าย

หนังพูดถึง Randy “The Ram” Robinson นักมวยปล้ำชื่อดังในยุค 80 ในยุคปัจจุบันที่เขากลายเป็นชายวัยกลางคนต้นๆ 50 ที่ตอนนี้ไม่มีงานอื่นทำ ไม่มีบ้าน หย่ากับภรรยา มีลูกสาวที่เขาไม่เคยพบหน้ามานาน ถ้าหากเขาไม่มีงานขึ้นแสดงมวยปล้ำก็ไม่มีเงินจ่ายค่าห้องเช่าโทรมๆ บางครั้งต้องไปรับจ๊อบยกของที่ซุปเปอร์มาเก็ดที่เพื่อนเป็นผู้จัดการอยู่

ที่ทำให้ผมทึ่งคือหนังแสดงถึงเบื้องหลังของกีฬามวยปล้ำนี้อย่างละเอียดยี่ถิบ พวกเขาเป็นเสมือนคนในครอบครัวเดียวกัน ถึงในทางการตลาดจะแบ่งฝ่ายเป็น 2 ข้างคือกลุ่มธรรมมะและกลุ่มอธรรม (คือพวกชอบเล่นโกง รุมสองหรือเอาเก้าอี้มาตีแบบนี้) แต่จริงๆแล้วทุกๆอย่างมีการจัดเตรียมเอาไว้ ว่าใครจะเล่นแบบไหน จะใช้อะไรตี และใครจะเป้นผู้ชนะ

แต่ที่ผู้กำกับบอกให้เข้าใจ (ทั้งๆที่น่าจะคิดเองได้มานานแล้ว) คือถึงมันเป็นการแสดง แต่ก็ใช่ว่าผู้เล่นจะไม่เจ็บปวด !!!!

ไม่ว่าชีวิตข้างหลังจะเจ็บปวดแค่ไหน แต่เมื่อเดินออกจากห้องแต่งตัวพวกเขาก็ต้องทำตัวฮึกเหิมเอาใจแฟนๆ จะเป็นแผ่นไม้ก็ดี แผ่นเหล็กก็ดี เมื่อแฟนๆยื่นให้ก็ต้องเอามาตีหัวตีท้อง ต้องยืนอย่างสง่าบนเวที แม้ว่าเบื้องหลังที่ยืนในสังคมอื่นๆพวกเขาแทบจะไม่มี

แต่ละซีนหนังตอกย้ำถึงความเจ็บปวด ทั้งๆที่เป็นการแสดง บรรดานักมวยปล้ำต้องออกกำลังกายอย่างหนักในแต่ละวัน เพื่อให้ร่างกายและผิวหนังแข็งแกร่ง / พวกเขาต้องซ่อนใบมีดโกนเพื่อไว้กรีดตามเนื้อตัวให้เลือดออกสมจริง / ต้องชกกันจริงๆเพื่อให้หน้าแดง / บางโชว์ก็ต้องเอาถาดบ้าง แม๊คยิงกระดาษบ้าง มายิงตามเนื้อตัว / กระทั้งเอาลวดหนามมาตีกัน เพื่อเพิ่มความมันส์สะใจแก่ผู้ชม


และเมื่อถึงวันหนึ่ง หลายๆคนที่หมดสภาพในการแสดงบนเวที บางคนขาพิการ / แขนพิการ / มีอาการทางสมอง / หรือกระทั้งเป็นโรคหัวใจ สิ่งที่พอจะหาเงินยาไส้ได้ก็คือไปนั่งในชมรมและจัดวันให้บรรดาแฟนพันธ์แท้ (ที่มีน้อยมากบางคนมีเหลือแฟนๆแค่ 2-3 คน) เข้าพบเพื่อถ่ายรูป แจกลายเซ็น ขายวีดีโอ เลี้ยงชีพไปวันวัน

 

Darren Aronofsky กำกับดีมากครับ บทภาพยนตร์ก็มีเหตุมีผล แต่ที่เด่นที่สุดคือภาคการแสดง มาริสา โทเม และ ราเชล วู๊ด แสดงได้ดีตามบทนักแสดงเปลื้องผ้าและลูกสาวของแรนดี้ กำลังใจเพียงสองอย่างของเขา แต่ที่เด็ดที่สุดคือ มิคกี้ โรท ที่ไม่ได้ทำงานหลายปีจนลืม – แสดงได้อย่างเข้าถึงบทจริงๆ ชนิดที่ผมต้องหยิบเอาหนังเก่าๆที่เขาเล่นที่มีเก็บไว้มาดูใหม่ เพราะคิดว่าที่ผ่านมาประเมินเขาต่ำเกินไป

และคราวหนังออกฉายเมื่อปีที่แล้วหนังก็ประสบความสำเร็จทั้งรายได้และคำวิจารณ์ ได้เข้าชิงรางวัลใหญ่ๆมากมาย โดยเฉพาะโรท ที่ตอนรับแสดงเขาไม่ได้ค่าตัวสักบาท – อารอนอฟสกี้ บอกว่าโรทว่า “คุณจะไม่ได้ค่าตัว แต่จะได้เข้าชิงออสก้าร์” – และมันก็เป็นไปตามนั้น โรทได้เข้าชิงไปแพ้ ณอน เพนท์ แต่เขาได้ลูกโลกทองคำมาปลอบใจ และการกลับมาเกิดใหม่อีกครั้งในแวดวงมายา

ดูภาพยนตร์แล้วก็ย้อนมาดูตัวเอง – ในสังคมทุกวันนี้เราก็ต้องแสดงกันในแต่ละบทบาทของชีวิต ผมมาทบทวนดูแม้แต่ตัวผมเองก็เถอะ ชีวิตเราหลายๆอย่างเลือกไม่ได้ เมื่อจำเป็นจะต้องทำ ก็ต้องร้องรำไปให้เข้ากับเพลงที่มันบรรเลงอยู่ ไปขัดขืนมันเข้าก็ย่อมจะโดนด่าว่า ทุกๆคนย่อมมีและย่อมจะได้แสดงในแต่ละบทบาท ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง ความรัก / การงานอาชีพ / ครอบครัว / ญาติพี่น้อง – บางครั้งเราต้องสวมบทบาทนักแสดงออกไปในสังคม

คนที่เปรียบเทียบได้คมคายที่สุดที่ผมเคยอ่านเห็นจะเป็น อ.คึกฤทธิ์ ในหนังสือสี่แผ่นดิน ที่บอกประมาณว่า “ชีวิตเราก็เหมือนเวทีละคร คนเล่นก็เล่นไป พวกปี่พาทย์ก็บรรเลงเพลงไป หากใครเล่นใครรำได้เข้าจังหวะ คนๆนั้นก็จะมีคนชม” (อันนี้ผมพิมพ์จากความจำนะ ไม่ถูกเป๊ะหรอก

รูปแบบของหนังถึงจะฉีกไปจากเรื่องเดิมๆของเขา แต่ประเด็นหลักก็เหมือนกันคือเขาพยายามนำคนดูไปในโลกที่หลายๆคนมองข้าม ไม่ว่าจะเป็นโลกของนักคณิตศาสตร์ใน PI หรือพวกเด็กติดยาใน Requiem for a Dream

ในขณะที่โลกของนักมวยปล้ำ ที่บนเวทีกับชีวิตจริงจะแตกต่างกันราวฟ้ากับดิน แรนนี่ในสภาพที่เกือบจะสิ้นหวังสุดๆ ยังมีแรงใจเล็กๆในโลกของเขา คือนักเต้นโชว์อย่าง แคสสิดี้ (Marisa Tomei) และลูกสาวเพียงคนเดียวของเขา สเตฟานนี่ (Evan Rachel Wood)ที่เขาอยากให้เธอให้โอกาสเขาอีกครั้งที่ทิ้งเธอไป

ด้วยความช่วยเหลือของ แคสสิตี้ แรนนี่สามารถทำให้สเตฟานนี่ยกโทษให้เขาได้ เขาพาเธอไปกินอาหารก่อนจะเดินเล่นกันริมชายหาด พ่อกับลูกได้ปรับความเข้าใจ

แต่ชีวิตมันก็ไม่ง่ายขนาดนั้น ถึงวันหนึ่งแรนนี่ก็เล่นไม่เข้าจังหวะ และทำให้ทุกอย่างมันล่มสลายอย่างไม่น่าจะเป็น

อารอนอฟสกี้ ย้ำถึงการแสดงในโลกจริงของแทบทุกตัวละคร แรนดี้บนเวทีมวยปล้ำ / แคสสิตี้บนเวทีโชว์ในบาร์ / สเตฟานี่ในฐานะเลสเบี้ยน แต่ละคนต่างก็ต้องเล่นบทบาทของตัวเองให้ดีที่สุด

แรนดี้ก็เหมือนกับหลายคน เขายึดติดการแสดงบนเวทีมวยปล้ำและนำมันมาผูกพันกับชีวิตจนขาดการควบคุมจนดูเหมือนทุกๆอย่างของเขามันล้มเหลว – และแม้กระทั่งถึงจุดๆหนึ่งแล้ว แรนดี้ ก็ยังเลือกจะไปยืน”แสดง”บนเวที แม้รู้ว่าตัวเองคงจะไม่มีโอกาสเดินลงมาแล้วก็ตาม…..

และหลังจากดูหนังเรื่องนี้จบแล้ว มันทำให้ผมดูกีฬามวยปล้ำได้อย่างตาสว่างมากขึ้น (และทำให้รู้ตัวเองก็มีอคติแบบไม่ค่อยดีเท่าไรในบางเรื่อง) หนังออกเป็นแผ่นแล้ว หามาชมกันให้ได้นะครับ

ปล.หนังเรื่องนี้ได้ออสก้าร์เพลงประกอบยอดเยี่ยมด้วย เพลงของ Bruce Springsteen ครับ ชื่อ The Wrestler เอามาฝากพร้อมตัวอย่างหนัง…

ตุงแดงที่เชียงใหม่ / ผีในหนังเรื่องเด็กหอ….

•สิงหาคม 25, 2009 • ให้ความเห็น

ถ้าใครมีโอกาสไปเที่ยวเชียงใหม่ อาจจะเห็นธง (ที่ทางเหนือจะเรียกว่า “ตุง” ) สีแดงปักแถวข้างทางตามถนนสายต่างๆ -ตอนแรกผมก็ไม่ทราบว่ามันมีความหมายอะไร มาทราบเอาตอนหลัง

วันนี้ขอกลับเข้าสู่โหมดภาพยนตร์อีกครั้ง หลังจากได้รับปากเพื่อนท่านหนึ่งไว้ว่าจะเขียนหนังผีไทยเรื่อง “เด็กหอ” หลังจากพลัดวันประกันพรุ่งมานานก็ได้เวลาเสียที

เพื่อนๆกลัวผีหรือเชื่อเรื่องผีกันไหมครับ ????

ตั้งแต่ผมโตมามักจะได้ยินบ่อยๆว่าเด็กรุ่นผมนี้ไม่ค่อยจะกลัวผีสาง และเป็นเด็กรุ่นใหม่ที่ไม่เชื่อเรื่องผีเสียแล้ว และใครบอกว่าทีไหนมีผีก็ต้องขอลองพิสูจน์ดู ดังเช่นรายการทีวีต่างๆ ที่พาไปที่โน่นที่นี่ที่เชื่อว่ามีผีเพื่อพิสูจน์ความจริง – เท่าที่รู้ทุกรายการก็ยังไม่มีเจอผีจะจะสักคราว ถ้าเกิดเจอของจริงเข้าก็อาจจะวิ่งกันป่าราบทั้งกองถ่ายออกทีวีก็ได้

ผมเกิดมาในยุคที่ญาติพี่น้องบางคนถูกสอนไม่ให้เชื่อเรื่องผี มีญาติรุ่นพี่ที่อ้างตัวว่าทันสมัย คิดว่าเรื่องผีเป็นสิ่งงมงาย ล้าสมัย หรือการเชื่อผีกลัวผีเป็นเรื่องของคนโบราณ ล้าสมัย

แต่ผมไม่คิดเช่นนั้น ความเชื่อผี กับ ความกลัวผีไม่จำเป็นที่จะต้องมาด้วยกันเสมอไปและการที่เชื่อเรื่องนั้นๆก็ไม่ใช่ความล้าสมัย

พูดง่ายๆคือผมคิดว่า “เชื่อ” กับ “กลัว” น่ะต่างกันอยู่ คนไทยในสมัยก่อนล้วนเชื่อเรื่องผีนะครับ แต่น้อยคนที่จะเรียกได้ว่ากลัวผี คือถึงเชื่อว่าผีมีจริงเขาก็ไม่กลัวผี เพราะมีเหตุผลต่างๆกำกับอยู่มากมาย

ถ้าอ่านวรรณคดีและนิยายต่างๆของไทยในสมัยอยุธยาต่อต้นรัตนโกสินธ์ เช่น พระอภัยมณี / ขุนช้าง ขุนแผน จะมองออกว่าเรามองผีด้วยสายตาที่เมตตากว่าสมัยนี้ เอาแค่หนังสือผีสมัย 70 ปีก่อนของ อ. เหม เวชกร ก็พอจะทราบว่าผีนั้นก็มีความน่าสงสารแฝงอยู่มาก

ผมคิดว่านั้นเพราะอิทธิพลจากศาสนาพุทธ ที่สอนให้คนในศาสนามีเมตตาต่อสัตว์ร่วมโลกนั้นเอง

หนังผีไทยสมัยใหม่ หลายๆเรื่องโน้มเอียงไปทางผีฝรั่งหรือเกาหลี ญี่ปุ่น ที่เน้นแต่ความอาฆาตแค้นแบบโหดๆเลือดสาด ซึ่งผมยืนยันว่าไม่ใช่คุณสมบัติของผีไทย ผีไทยในอดีตไม่มีแรงอาฆาตแบบนั้น เป็นหนังผีแบบใหม่เมื่อไม่เกินสิบกว่าปีมานี้เอง

เด็กหอ – เป็นหนังผีไทยที่ทำได้ค่อนข้างดีมากๆอีกเรื่องหนึ่ง ที่มีประเด็นนี้เข้ามาเกี่ยวข้อง เพราะหนังสามารถผสานความเชื่อในเรื่องผีแบบยุคก่อนกับความทันสมัยในหนังได้อย่างลงตัว

เนื้อหาคร่าวๆพูดถึงเด็กชื่อต้น ที่ถูกส่งไปอยู่โรงเรียนประจำอย่างไม่ค่อยเต็มใจนัก เพราะถูกส่งไปอย่างกระทันหัน เห็นชัดว่าเขาขัดแย้งบางอย่างกับพ่อ และเมื่อไปถูกก็มีปัญหาการปรับตัว ยิ่งหลังจากโดน “รับน้อง” พอท้วมๆ ในเรื่องผีๆสางๆเกี่ยวกับเตียงที่นอน และการเข้าห้องน้ำยามค่ำคืน เขาก็ยิ่งรู้สึกโดดเดี่ยว

ในที่สุดต้นได้พบเพื่อนสนิทคนหนึ่งคือ วิเชียร เหมือนกับต้นมีอะไรจูนกับวิเชียรได้ เขาสองคนใช้เวลาร่วมกันเสมอๆ ทั้งเล่นเกมกด แอบดูสาวรุ่นพี่ และมักแอบไปนั่งเล่นที่สระน้ำเก่าหลังโรงเรียน

และก็เช่นเดียวกับโรงเรียนที่มีผีทั่วไป ไม่นับว่านอกจากสภาพตึกเก่าที่ออกจะน่ากลัว โรงเรียนนี้ยังมีตัวละครที่มีบุคลิกแปลกๆ เช่น ครูปราณี (จินตหรา สุขพัฒน์) ที่ดูจะมีความลึกลับอะไรซ่อนไว้ – โรงเรียนแห่งนี้ก็มีเรื่องเล่าผีๆสางๆหลายเรื่อง ตั้งแต่ผีในห้องน้ำ / ผีผูกคอตายใต้ต้นไม้ในโรงเรียน และผีที่สระว่ายน้ำ

มีเรื่องเล่าว่าหลายปีมาแล้ว ก่อนที่โรงเรียนจะสร้างสระว่ายน้ำใหม่ สระแห่งนี้เคยเป็นที่เล่นน้ำของพวกเด็กๆ ในช่วงสุดสัปดาห์ แต่ปัจจุบันสระกลับถูกปิดตาย มีเรื่องเล่ามากมายเกี่ยวกับสระน้ำนั้น สุดท้ายต้นก็รู้เข้าว่ามันเกี่ยวกับวิเชียร เพื่อนสนิทที่สุดของเขา

วิเชียรที่มีต้นคนเดียวเท่านั้นที่มองเห็นเขา ส่วนคนอื่นๆไม่มีใครเห็นวิเชียรเลย…..

ตุงแดงตามริมถนนที่เชียงใหม่ ถ้าใครเดินทางไปอาจจะเห็นอยู่ริมถนน บางครั้งจะเห็นกระทงใส่เครื่องเซ่นวางไว้ด้วย

ทางเหนือเขาเรียกว่า – ตุงแดงผีต๋ายโหง (ความหมายเดียวกันกับผีตายโหงภาคกลางคือการตายอย่างผิดธรรมชาติ หรืออุบัติเหตุ) ตำนานตุงที่อุทิศทานให้ผู้ตาย ด้วยความเชื่อดังกล่าว เมื่อมีอุบัติเหตุข้างถนนขึ้นจนมีการเสียชีวิต ทางเหนือจะมีญาติพี่น้องจึงได้ทำตุงสีแดงปักไว้ในสถานที่เกิดเหตุ

จะใช้ตุงหรือธงที่มีสีแดงสด คล้ายสีเลือด ทำมาจากผ้ามีขนาดความยาว 2 – 3 วา ตุงแดงบางผืนยาว 20 วา เรามักเห็นตุงแดงปักตามข้างทางถนนโดยทั่วไป ตุงแดงใช้ในพิธีกรรมที่อุทิศไปให้กับคนที่ตายโหง เช่น ตายเพราะอุบัติเหตุทางรถยนต์ หรือถูกฆาตกรรม เมื่อตายไปญาติกลัวว่าจะกลายเป็นผีที่มีวิญญาณเร่ร่อน จึงอุทิศตุงแดงเพื่อให้ดวงวิญญาณผู้ตายเกาะขึ้นสวรรค์

พระอธิการรุ่งโรจน์ ชุติโรจโน เจ้าอาวาสวัดร้องเข็ม จ.แพร่ เล่าให้ฟังถึงพิธีกรรมการอุทิศตุงแดงว่า ในการอุทิศตุงแดงให้กับผู้ล่วงลับจะทานหลังจากเผาศพแล้ว 1 – 2 วัน หรือในช่วงที่ตั้งศพบำเพ็ญกุศลอยู่ มีเครื่องประพิธีกรรมดังนี้
ตุงแดง แขวนบนไม้รวก 1 อัน นำไปปักที่บริเวณที่ ที่คนนั้นตายเพื่อให้ผู้ตายเกาะขึ้นไปบนสวรรค์ จะมีพระสงฆ์ทำพิธีด้ายสายสิญจน์ และอาจมีอาหารใส่กระทงเซ่นด้วย

 

อะไรบางอย่างที่เหมือนกันระหว่างความเชื่อเรื่อง “ธงแดง” ที่เชียงใหม่ในหนังเรื่องเด็กหอ

คือถึงที่สุดแล้ว ศาสนาพุทธเราสอนให้มีเมตตาต่อสัตว์โลก ซึ่งรวมไปถึงผู้ที่อยู่ในภพอื่น ซึ่งอาจจะกำลังทุกข์ทรมานอยู่จากการตายของตัวเอง

“ข้างล่างสระน้ำนี้หนาวโคตรหนาวเลยว่ะ” – วิเชียรบอกต้นอย่างผีที่อับจนหนทาง…..

ตัวละครหลักทุกตัวในภาพยนตร์เรื่องนี้ต่างก็มีจุดบกพร่องในอดีตทั้งสิ้น ทุกๆคนมีปัญหาโดยเฉพาะการปิดตัวเองออกจากคนรอบข้าง และการก้าวไปสู่มุมมองใหม่ๆ – ต้นไม่ยอมคุยกับพ่อ ไม่ยอมรับโทรศัพท์ กระทั่งไม่ยอมกลับบ้าน ยึดติดแต่เรื่องบางอย่างในอดีตระหว่างเขากับผู้เป็นพ่อ / วิเชียร – มีปัญหาที่ไม่อาจบอกใครๆได้นอกจากต้น / ครูปราณีก็มีปัญหาในอดีต (ที่คิดว่าตัวเองคือต้นเหตุการตายของวิเชียร) จนกลายเป็นคนบ้าๆบอๆและออกจะน่ากลัวในสายตาของนักเรียนทั้งหลาย

หนังประสบความสำเร็จด้วยดีเท่าที่ทราบ บทภาพยนตร์ทำได้ดีมากๆ มันเป็นหนังผีที่ไม่ได้ดูถูกเหยียดหยามผีสางเช่นเดียวกับหนังผีอื่นๆที่ทำออกมา แต่บทจะทำให้คนดูสยองก็ทำได้ดีจนเสียวสันหลัง แต่ประเด็นหลักของหนังกลับทำให้คนชมสงสารในชะตากรรมของวิเชียรมากกว่าจะหวาดกลัว ซึ่งเป็นทัศนคติต่อผีที่ถูกต้องตามความคิดของผม

ภาคการแสดงทำได้ดีทุกคน น้องที่เป็นพระเอกแฟนฉันที่เล่นเป็นต้นเป็นนักแสดงที่มีพรสวรรค์อย่างไม่ต้องสงสัย และเด็กที่แสดงเป็นวิเชียรก็แสดงได้ดีไม่แพ้กัน ส่วนดารารุ่นเก๋าอย่าง จินตหรา สุขพัฒน์ นั้นหายห่วงเรื่องฝีมือ ส่วนดาราประกอบอื่นๆ ต่างก็มีบุคลิกที่เป็นตัวของตัวเองทุกคน (โดยเฉพาะเด็กที่บ้านขายโลง) ซึ่งต้องชมฝีมือผู้กำกับ

ส่วนเรื่องที่ลือกันว่าหนังเรื่องนี้ก๊อปหนังสเปนเรื่อง The Devil’s Backbone เป็นการตั้งข้อสังเกตุที่เหลวไหล เพราะผมเองได้ดูหนังเรื่องที่ว่าแล้ว โดยทั่วๆไปไม่มีอะไรที่แสดงให้เห็นว่าเป็นการลอกเลียนกันมา

หนังรวมทั้งความรู้สึกน่ากลัว / สยองขวัญ / มิตรภาพ / ตลก / ย้อนอดีต / และ coming of age ไปพร้อมๆกัน

ซีนที่แสดงการก้าวพ้นผ่านวัยใช้ซีนตอนต้นเรื่องและปิดเรื่อง บนสะพานแม่น้ำก่อนต้นจะไปถึงโรงเรียนประจำและตอนกลับบ้านปิดเทอม ต้นผ่านประสบการณ์ต่างๆในโรงเรียน จนได้เติบโตขึ้นทางความคิดและทัศนคติของตน

ถ้า”ผี”หมายถึงตัวตนที่พร่างเลือนจนแทบไม่มีใครเห็นหรือสนใจ “ต้น”ก็รู้สึกว่าตนเองก็เป็นเช่นเดียวกัน

ต้นเริ่มจาก”กลัวผี” มาเป็น “เชื่อเรื่องผี” และใช้มิตรภาพและความเมตตาปฎิบัติต่อผีเช่นเพื่อนร่วมโลกที่ทุกข์ทรมาน

“แกเคยเห็นคนอื่นอยู่ในสายตาบ้างไหม” – เป็นประโยคที่วิเชียรตะโกนใส่ต้น (ก่อนที่เขาจะเริ่มได้คิด) ซึ่งก็คล้ายๆกับเป็นบทสรุปของภาพยนตร์เรื่องนี้ และก็คงเป็นประโยคที่บรรดาผี (ถ้ามีจริง) ในสถานที่ต่างๆอยากจะถามพวกรายการทีวีที่ไปรบกวนเขาเช่นกัน

คิดๆดูแล้วก็เหมือนกับมุมมองต่อผีของสังคมไทยทุกวันนี้ครับ คือมองว่ามันเป็นเรื่องท้าทาย หรืองมงายต้องค้นหา หรือเป็นเรื่องบันเทิงที่เอามาหาเงิน มากกว่าที่จะคิดเห็นอกเห็นใจในความทุกข์ยากของผีตนนั้นๆ

หนังมีซีนหลายซีนที่น่าประทับใจ นอกจากมีทัศนคติที่ดีต่อผีแล้ว (ซึ่งเป็นสิ่งที่ถูกต้องตามหลักของศาสนาพุทธ) แกนหลักของหนังคือ อย่าได้เรียกร้องให้คนอื่นสนใจตนเพียงฝ่ายเดียว ตัวเราเองก็ควรเห็นอกเห็นใจผู้อื่นด้วย เช่นเดียวกับ ต้นและวิเชียร ทั้งสองคือภาพสะท้อนซึ่งกันและกัน

หนึ่งคือผีที่คิดว่าคงไม่มีใครสนใจตนเองอีกต่อไป (นับจากสาเหตุการตายด้วย ก็เกิดจากการเรียกร้องความสนใจจากคนอื่นจนเลยเถิดถึงขั้นเสียชีวิต ผลจากการยึดติดในอดีตนั้นทำให้ทุกหกโมงเย็นเขาต้องกลับจมน้ำตายในสระซ้ำอีกทุกวัน ) อีกหนึ่งคือคนที่ปิดตัวเองจากคนใกล้ชิดทั้งหมดจนเกือบจะสายเกินไป

หนังมีบทสรุปที่ดีมากครับ เมื่อต้นมุ่งมั่นจะแก้ปัญหาให้วิเชียร ครั้งแรกต้นแม้จะไม่สามารถช่วยวิเชียรสำเร็จ แต่เขากลับช่วยเยี่ยวยาฟื้นฝูจิตใจตัวเองได้ ซีนที่ทั้งคู่นั่งคุยกันข้างสระน้ำทำให้ต้นได้คิดบางอย่าง และเดินไปหยิบของฝากของพ่อเขาออกมาจากตู้ล็อคเกอร์ (ความจริงเขาได้มาหลายวันแล้ว แต่ไม่สนใจ)

เมื่อต้นตัดสินใจเด็ดขาดเสี่ยงชีวิตช่วยวิเชียรให้พ้นจากนิวรณ์ไปแล้ว ต้นก็เหมือนกลับมามีตัวตนจริงๆ เต็มๆตัวอีกครั้งทั้งในสายตาของเพื่อนๆ / พ่อของเขา / รวมทั้งช่วยปลดปล่อยความรู้สึกผิดออกไปจากใจครูปราณี และที่สำคัญคือตัวของเขาเอง….

มิตรภาพและความเมตตาที่เขามอบให้กับผีอย่างวิเชียร ทำให้เขาได้รับสิ่งนั่นกลับมาเป็นเท่าตัว

ผมไม่เห็นด้วยกับการที่คนที่อ้างตัวว่าทันสมัย (เช่นญาติรุ่นพี่ผมบางคน) ไปชอบสั่งสอนคนอื่นว่า ห้ามไม่ให้เล่าเรื่องผีให้ลูกฟัง เพราะไม่ต้องการให้ลูกเป็นเด็กงมงาย ล้าสมัย หรือกลัวผี ซึ่งที่จริงแล้วก็ไปโทษคนไทยโบราณแบบผิดๆ เพราะคนโบราณเขาไม่กลัวผี

“ไม่กลัวผี” ไม่เหมือน “ไม่เชื่อเรื่องผี” นะครับ และไม่ได้บอกด้วยว่าคนนั้นเป็นคนงมงายหรือล้าสมัยหรือกล้าหาญอะไรทั้งนั้น

การกระทำหลังจากที่บอกว่า “เชื่อ” หรือ “กลัว” ต่างหากครับ จึงจะบอกได้

เรื่องราวของต้นในภาพยนตร์เรื่อง “เด็กหอ” ก็เช่นกัน ถึงจะเป็นหนังรุ่นใหม่ ทั้งเรื่อง บท และการถ่ายทำก็เข้าขั้นและทันสมัยทุกประการ แต่โดยเนื้อหาหลักก็เช่นกับประเพณีปักตุงแดงที่เชียงใหม่ คือท่าทีที่เมตตาต่อผีที่ตายอย่างผิดธรรมชาติ และอยากจะให้จิตวิญณาณที่ยังทรมานนั้นพ้นทุกข์ไปเสีย…….

2001: A Space Odyssey – ไอน์สไตน์พบ พระพุทธเจ้าเห็น….

•สิงหาคม 24, 2009 • ให้ความเห็น

 

 

1. มีความเข้าใจผิดเล็กน้อยเกี่ยวกับ Albert Einstein เรื่องศาสนา หลายๆคนเข้าใจว่าเขานับถือศาสนาพุทธ ซึ่งโดยข้อเท็จจริงแล้วเขาระบุว่าเขาเป็นคนไม่มีศาสนา

อย่างไรก็ตาม ความเชื่อมโยงของนักฟิสิกส์ผู้ที่ได้รับรางวัลโนเบลท่านนี้กับศาสนาพุทธอยู่ที่ งานเขียนชิ้นหนึ่งชื่อเรื่อง “The Human Side” ซึ่งมาจากการที่ Einstein พูดถึงศาสนาพุทธในหัวข้อ “Science and Religion” (วิทยาศาสตร์กับศาสนา) ที่มหาวิทยาลัย Princeton

“The religion of the future will be a cosmic religion. It should transcend a personal God and avoid dogmas and theology. Covering both the natural and the spiritual, it should be based on a religious sense arising from the experience of all things, natural and spiritual, as a meaningful unity. Buddhism answers this description. If there is any religion that would cope with modern scientific needs, it would be Buddhism.”

“ศาสนาในอนาคตจะต้องเป็นศาสนาสากล ศาสนานั้นควรอยู่เหนือตัวตนของพระเจ้า และควรจะเว้นคำสอนแบบที่ให้เชื่อตามเทานั้น และเทววิทยา (อาจจะองค์เดียวหรือหลายองค์) ศาสนานั้นเมื่อครอบคลุมทั้งธรรมชาติและจิตใจ จึงควรมีพื้นฐานอยู่บนสามัญสำนึกทางศาสนาที่เกิดขึ้นจากประสบการณ์ต่อสิ่งทั้งปวง คือ ทั้งธรรมชาติและจิตใจอย่างเป็นหน่วยรวมที่มีความหมาย พระพุทธศาสนาตอบขอบเขตคำจำกัดความนี้ได้ หากจะมีศาสนาใดที่สามารถรับมือได้กับความต้องการทางวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ปัจจุบัน ก็จะเป็นศาสนาพุทธ”

2. อันเนื่องมาจากได้รับปากเพื่อนท่านหนึ่งว่าจะเขียนถึงหนังของ ผกก. Stanley Kubrick มาคุยกันสักเรื่อง หลังจากทำเป็นลืมมานานก็ได้เวลาจะตีความหนังของ  Kubrick ที่ผมชอบที่สุดออกมาหนึ่งเรื่อง

2001: A Space Odyssey เป็นภาพยนตร์ SF (Science Fiction) ที่ถูกความมากมายหลากหลายมากที่สุดเรื่องหนึ่ง นับแต่มันถูกนำออกฉายครั้งแรกเมื่อ 40 ปีก่อน หนังได้รับการยกย่องทันที ในแง่ของปรัชญาและเนื้อหาที่แฝงอยู่ ยิ่งช่วงนั้นเป็นราวๆปลาย 60 ต่อ 70 กำลังเป็นยุคแสวงหาของบรรดาฮิปปี้ทั้งหลาย ยิ่งเกิดการตีความหลากหลายตามภาวะสังคม

บางคนก็บอกว่ามันพูดถึงความฝันและการล่องลอยของจิตจากการเสพกัญชา
บางคนก็บอกว่ามันเป็นการเสียดสีสังคมโลกยุคนั้น และฝันจะไปอยู่อนาคต

แต่ผมมองว่าหนังกำลังพูดถึงคำถามที่อยู่ในใจมนุษย์ชาติมาตลอด และพยายามหาคำตอบทั้งทางโลกและทางธรรม

<คือคำถามที่ว่า – พวกเราเป็นใครมาจากไหน และพวกเราจะเป็นอย่างไรต่อไปในอนาคต ????

หนังแบ่งออกเป็นตอนๆ แต่ละตอนเหมือนจะเป็นเอกเทศ แต่มีจุดเชื่อมโยงกันบางจุด เริ่มตั้งแต่ตอนแรกสุด จุดกำเนิดของมวลมนุษย์ที่ยังเป็นแค่มนุษย์ลิง และแบ่งกันหลายกลุ่ม ก่อนที่กลุ่มหนึ่งจะพบกับแท่งแม่เหล็กสีดำ (Monolith) ซึ่งทำให้สายพันธุ์ของมนุษย์เปลี่ยนแปลงโดยเฉพาะด้านสมอง

ซีนที่แสดงถึงความต่อเนื่องระหว่างการใช้กระดูกเป็นอาวุธเพื่อล่าสัตว์มาเป็นอาหารและล้างเผ่าพันธ์อีกกลุ่ม และตัดไปสู่รูปยานอวกาศที่เป็นทรงคล้ายกระดูก ถูกยกย่องเป็น flashforward ที่ยอดเยี่ยมที่สุดซีนหนึ่งตลอดกาล

3. ศาสนาพุทธต่างกับศาสนาอื่นตรงที่ไม่ได้ระบุถึงต้นกำเนิดของมนุษย์ชาติชัดเจนต่างกับศาสนายิว คริสต์ อิสลาม หากแต่บอกไว้คราวๆว่าเป็นเรื่องที่ไม่จำเป็นต้องรู้ อย่างไรก็ตาม  2001:A Space Odyssey เอาแนวคิดวิวัฒนาการ Darwin มาไว้ครึ่งหนึ่ง และอีกครึ่งหนึ่ง (เรื่องสติปัญญาแบบก้าวกระโดดของมนุษย์ชาติ) ยกให้เป็นหน้าที่มนุษย์ทรงปัญญาจากนอกโลก (ในรูป Monolith)

พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็ได้ทรงตรัสไว้เมื่อครั้งพุทธกาลซึ่งบรรจุไว้ในพระไตรปิฎกว่า พวกเราไม่ได้อยู่ลำพัง ในมหาสากลจักวาลประกอบด้วย สากลจักรวาล ขนาด เล็ก กลาง ใหญ่ จำนวน สากลจักรวาล (กาแลกซี่ ???) ทั่วทั้งมหาสากลจักรวาล ล้วนยึดโยงกันเรียงรายกันและหมุนตามกันเป็นธรรมจักร

ในโลกยุคอวกาศอีกหลายแสนปีต่อมา พูดถึงการเดินทางไปดวงจันทร์ ตัวละครชื่อดร.ฟลอยด์ เดินทางไปยังฐานเครเวียสบนดวงจันทร์  ฐานเครเวียสได้ถูกกล่าวว่ากำลังเกิดโรคระบาด ซึ่งจริงๆแล้วข่าวเรื่องโรคระบาดนั้นเป็นเพียงข่าวลือเพื่อปกป้องเรื่องราวของแท่งหินสีดำ (Monolith – ในต้นเรื่อง) ที่เพิ่งถูกค้นพบ

ระหว่างทีมสำรวจของดร.ฟลอยด์ กำลังจะถ่ายภาพหน้าแท่งหินนั้นก็มีคลื่นวิทยุรบกวนอย่างรุนแรงและตัดฉากไปแค่นั้น

2001: A Space Odyssey กำกับโดย สแตนลี่ย์ ครูบริก สร้างจากนิยายชื่อเดียวกันของ  Arthur C. Clarke (ทั้งคู่เขียนบทร่วมกัน) นอกจากการแฝงเรื่องให้ตีความแล้ว หนังมีเอกลักษณ์ที่ชัดเจนของ ครูบริก โดยเฉพาะงานด้านภาพและองค์ประกอบที่เรียกได้ว่า “เนี๊ยบ” ทุกซีน ราวกับกำลังชมภาพวาด เนื้อหาวิจารณ์สังคมในเชิงลึก และที่เด่นที่สุดคือดนตรีประกอบที่นำเอาดนตรีคาสลิกมาเรียบเรียงใหม่ได้อลังการเข้ากับเนื้อหา

องค์ถัดมาพูดถึง 18 เดือนต่อมายานดิสคัฟเวอรี่ วัน ที่มีนักบินอวกาศทั้งหมดห้า โดยนักวิทยาศาสตร์ 3 คนที่อยู่ในสภาวะจำศีล อีกสองคนคือ เดฟ โบว์แมน และ แฟรงค์ พูล ทำหน้าที่ควบคุมยานเพื่อเดินทางไปยังดาวพฤหัส โดยมีลูกเรือคนที่ 6 ที่ชื่อว่า ฮาล 9000 ซึ่งทำหน้าที่ควบคุมทุกอย่างของยานระหว่างปฏิบัติงาน

4 . HAL 9000 เป็น artificial intelligence ที่เมื่อพัฒนาไปถึงจุดหนึ่งแล้ว มันจะกลายเป็นผู้มีความรู้สึก เป็นผู้มีสติปัญญาของตัวเอง และที่สำคัญคือมันมีวิญญาณเป็นของตัวเอง ฮาลเกิดความสงสัยถึงวัตถุลึกลับบนดวงจันทร์ มันจึงตัดสินใจรายงานข้อมูลผิดพลาดทำให้โบว์แมนและแฟรงค์เกิดความไม่ไว้ใจในฮาล พวกเขาตัดสินใจจะปิดมัน แต่เมื่อฮาลรู้ทันจึงสังหารแฟรงค์และลูกเรืออีก 3 คน เหลือแต่โบว์แมนที่เข้าไปจัดการปิดเครื่อง (ท่ามกลางคำขอร้องขอชีวิตของฮาล)

การถ่ายทำและเสียงประกอบที่ยอดเยี่ยม ทำให้ HAL ที่เป็นเพียงแค่หลอดไฟสีแดงนี้ มันดูมีชีวิตจิตใจจริงๆ

ในศาสนาอื่นอาจยังต้องตีความว่าคอมพิวเตอร์หรือหุ่นยนต์ในอนาคตเมื่อพัฒนาไปจุดหนึ่ง มันมีชีวิตหรือไม่ แต่ในศาสนาพุทธไม่ต้องตีความ 

การร้องวิงวอนของฮาลในขณะที่รู้ว่าตัวเองกำลังจะถูกตัดไฟ ทำให้ผมคิดว่ามันมีวิญญาณของมันเอง ในศาสนาพุทธ วิญญาณถือเป็น หนึ่งในขันธ์ (ซึ่งถือว่าเป็นองค์ประกอบของสิ่งมีชีวิตที่มีอยู่ 5 อย่างซึ่งฮาลก็ครบองค์ประกอบทั้งหมด

อันแรกคือ รูป คือ ร่างกายของสิ่งนั้นที่เป็นวัตถุ ตามองเห็นได้ มือจับต้องได้ว่ามีอยู่

อย่างที่สองคือ เวทนา คือสามารถรู้สึกทางใจ (เวทนาในทางพุทธจริงๆแล้วไม่ได้แปลว่าสงสาร) คือมีทั้ง ทุกข์เวทนา สุขเวทนา และอทุกขมสุขเวทนา HAL เกิดความรู้สึกทางใจคือความไม่พอใจที่จะถูกปิดเครื่อง

อย่างที่สามคือ สัญญา คือความจำ คนหรือสัตว์มีความจำทั้งสิ้น เช่นเดียวความจำของฮาลที่เป็นคอมพิวเตอร์ก็ต้องบรรจุความจำมากมาย

อย่างที่สี่คือ สังขาร ใจกับภายนอกบวกกันเข้าเป็นสังขารและนำมาซึ่งกิเลศและตัณหา จริงยังมีมากไม่ขอพูดในที่นี้ ในกรณี HAL มันเกิด ภวตัณหา คือความใคร่ในภพ ได้แก่ความอยากอยู่ในภพปัจจุบัน เพราะยังมีความอาลัยติดอยู่ในภพปัจจุบันอยู่ (เช่น คนบางคนอยากเป็นใหญ่เป็นโต ได้เป็นแล้วไม่อยากทิ้งภพนี้ไป ต้องทำอะไรเลวๆเพื่อรักษาอำนาจไว้เรื่อยๆ) ส่วนฮาลก็ติดกับภพความเป็นผู้ควบคุมยานและตัดสินใจ จึงเกิดความยึดติดและได้ทำบาปกรรมคือสังหารคนไปถึงสี่คน

ข้อที่ห้าอันสำคัญที่สุดคือ วิญญาณ ในศาสนาอื่นๆ วิญญาณจะต่างกับของศาสนาพุทธ เพราะคำว่า Soul ในศาสนาอื่นเขาเชื่อว่าคนเราเท่านั้นที่มีวิญญาณเมื่อร่างกายได้ตายแล้ววิญญาณยังคงอยู่ไม่ตาย แต่ในศาสนาพุทธวิญญาณไม่ได้มีแค่ในมนุษย์ สิ่งใดใดที่มีขันธ์ 5 ก็น่าจะสัมพัศวิญญาณได้ ไม่ว่าคนหรือสัตว์แม้กระทั้งต้นไม้ (แต่ในศาสนาอื่นเขาแยกเด็ดขาด มนุษย์เท่านั้นที่มี soul แต่จิตอื่นๆที่อยู่ในต้นไม้หรือสัตว์เรียกว่า spirit)

HAL จึงเป็นที่ฮือฮามากในยุคนั้น เพราะมันมีวิญญาณในความหมายของพุทธศาสนาคือการรับรู้ (consciousness) แต่พวกฝรั่งไม่รู้จักกันเท่าไร

 
Follow

Get every new post delivered to your Inbox.